หน้าเว็บ

วันอังคารที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2557

S.Au.Fic KHR [8059] Nightingale ยามท่วงทำนองของใจขับขาน:DUO



Project  Happy birthday P’Kwang [WAKETSU] 12.01.12
[S.Au.Fiction] KHR 8059
Romantic
PG

คำเตือน เนื้อหาในเอนทรีนี้มีเนื้อหาเกี่ยวกับชายรักชาย หากท่านใดไม่ต้องการรับรู้หรือรับไม่ได้ กรุณาปิดหน้าต่างนี้ไปค่ะ



Nightingale ยามท่วงทำนองของใจขับขาน:Duo



เวลาเช้ามาถึงเร็วกว่าที่คิด


และคนที่มารับก็มาเร็วราวกับว่าแข่งกับเวลา


แต่คนที่เร็วที่สุดเห็นทีจะเป็นโกคุเดระ ฮายาโตะพร้อมกับบาทหลวงจีและกระเป๋าใบย่อมหนึ่งใบ


รถม้าสีน้ำตาลลงรอยสลักเป็นเถางดงามลากเลื่อนด้วยม้าสีขาวสะอาดสองตัวพร้อมนายสารถีที่อยู่ในชุดสุภาพเรียบร้อยสมกับเป็นคนในวัง แต่ร่างสูงพร้อมชุดบ่งบอกยศผู้กองก้าวลงจากรถม้ายังให้ความรู้สึกไม่สบอารมณ์กับโกคุเดระเช่นเคย เขาถูกพ่อสั่งให้ตื่นเช้ากว่าปกติเพื่อจัดข้าวของที่มีอยู่เพียงกระเป๋าเดียวแล้วออกมายืนตัวแข็งทื่อหน้าโบสถ์ตั้งแต่ชั่วโมงที่แล้วก็เพื่อรอเจ้าคนมาดมากนั่น ซึ่งก็ไม่รู้ว่าต้องทำอย่างนั้นทำไม


“นี่ผมคงจะมาช้าไปใช่ไหม” แม้คำถามจะถามบาทหลวง แต่ดวงตาสีน้ำตาลเปลือกไม้ฉายแววล้อเลียนกลับมองไปที่เด็กหนุ่มร่างบางเล่นเอาคนถูกมองถลึงตากลับ อารมณ์ขุ่นมัวตอนเช้าที่ไม่เคยจะเกิด ก่อขึ้นย่อมๆในใจของโกคุเดระ ก็ควรอยู่หรอกที่จะถูกมองอย่างนั้น การกระทำเมื่อวานกับวันนี้มันดูขัดกันอย่างกับอะไรดี


“ฮายาโตะ ไปขึ้นรถได้แล้ว” จีกอดลูกเลี้ยงของตนเองเป็นครั้งสุดท้ายก่อนจะดันร่างเล็กให้ขึ้นไปนั่งบนรถม้าที่เปิดประตูรอรับ แต่ไม่ทันที่ยามาโมโตะจะขึ้นตามไปก็ถูกจีรั้งเอาไว้ก่อน นัยน์ตามุ่งมั่นและจริงจังมองเด็กหนุ่มพร้อมกับคำพูดฝากฝัง


“สำหรับพ่อแล้ว เด็กคนนั้นสำคัญยิ่งกว่าชีวิต”


“ครับ ผมรู้” ยามาโมโตะยิ้มรับ และถ้าหากว่าเขาโชคดี ออสเตรียโชคดี หนุ่มน้อยคนนี้ได้เป็นคนสำคัญของผู้คนอีกนับแสนนับล้านคน


ฝ่ามือของยามาโมโตะให้สัญญาณการออกรถม้า แล้วก้าวเข้าไปนั่งตรงข้ามกับร่างบาง จังหวะฝีเท้าที่ควบสม่ำเสมอไม่ช้าไม่เร็วนักพร้อมกับม่านที่ปิดลงทำให้ไม่เห็นภาพโบสถ์เบื้องหลังที่เขาอาศัยอยู่มานับสิบหกปี กิจวัตรประจำวันจะต้องเปลี่ยนไป ตอนเช้าไม่ได้เล่นเปียโนให้ชาวบ้านได้ฟัง ตอนบ่ายไม่ได้ไปเดินเล่นในป่าหรือไปนั่งหย่อนขาเขียนโน้ตเพลงที่ริมลำธารไหลเย็น แต่เขาก็หวังว่าการตัดสินใจของพ่อจะไม่ผิดพลาด


ว่าแล้วดวงตาสีมรกตก็ช้อนมองเด็กหนุ่มร่างสูงดูดีที่นั่งอยู่ตรงข้าม แน่นอนว่าเขาเลือกที่จะเงียบอยู่แล้ว แต่หมอนั่นก็เงียบ กลับกลายเป็นว่าบรรยากาศในตู้สี่เหลี่ยมแคบๆนี่จะทั้งอึดอัดและอบอ้าวไปถนัด อ้อมแขนบางกอดสัมภาระของตนเองแน่นขึ้นเรื่อยๆ แต่จะให้เขาปิดปากไปจนถึงนครหลวงเวียนนาเลยก็ยังทำได้ เพียงแต่ว่าเจ้าคนที่นั่งตรงข้ามอย่ามาชวนคุยอะไรไร้สาระเป็นพอ


“ชื่อของนาย”..... นั่นไง พูดยังไม่ทันขาดคำ


“โกคุเดระ”


“ท่านบาทหลวงเรียกนายว่า ฮายาโตะ”


“ก็นั่นมันพ่อฉันเรียก” น้ำเสียงขุ่นๆบ่งบอกว่าตัวเองชักหงุดหงิดกับคำถามเซ้าซี้ “ฉันบอกนายว่าฉันชื่อโกคุเดระ นายก็เรียกอย่างนี้ก็แล้วกัน”


“โอเค โกคุเดระก็โกคุเดระ”  ยามาโมโตะขยับยิ้มบาง พิศมองร่างโปร่งบางเบื้องหน้าที่พอตอบชื่อเขาแล้วก็ไม่มองหน้าเขาอีก ดวงหน้าเล็กยังคงเสมองไปที่ข้างทางทั้งๆที่ม่านก็ปิด ตัวที่นั่งลีบเรียบติดกับพนักพิงก็ชวนให้อมยิ้มอย่างเสียไม่ได้ มีเพียงปากเก่งๆนั่นล่ะที่พูดจาไม่เกรงกลัวใคร ฝีมือทางการเล่นเปียโนก็ไร้ที่ติ และมีคุณสมบัติเป็นผู้ต้องสงสัยจะเป็นเจ้าชายรัชทายาท นอกนั้นเด็กคนนี้ก็แค่เด็กกะโปโลธรรมดา


“โกคุเดระ ไม่ว่านายจะชอบใจหรือไม่ แต่นับต่อจากนี้ไปฉันคือผู้ปกครองของนาย” น้ำเสียงราบเรียบจริงจังพร้อมนัยน์ตาดุที่มักใช้พูดกับคนในใต้การปกครองเรียกใบหน้าละมุนให้หันมา แต่แทนที่จะกลัวหรือสงบ ไม่เลย ริมฝีปากบางนั้นกลับเบะยิ้มแล้วหัวเราะหึๆ


“นายยังเด็กน่ะ ผู้กอง อายุมากกว่าฉันซักสามปีได้ล่ะมั้ง มันเร็วเกินไปที่จะเรียกตัวเองว่าผู้ปกครอง”


“นั่นไม่สำคัญ ประเด็นมันอยู่ที่ว่าฉันทำให้นายอยู่ในโอวาทได้มากแค่ไหน”


เสียงของยามาโมโตะทุ้มต่ำ อีกทั้งแววตาที่มองปราดมาลดอุณหภูมิในรถม้าให้ต่ำลงทำให้คนฟังเบิ่งตาขึ้นมานิดๆแต่นั่นยังไม่เท่าไหร่ถ้าหมอนั่นไม่คิดอุตริ ลุกพรวดจากที่นั่งเดิมแล้วย้ายมานั่งข้างๆเขาอย่างรวดเร็ว


“เฮ้ย!! แล้วนายจะลุกมาทำไมเนี่ย!!” คนถูกประชิดตัวโวยลั่น เขยิบตัวเองให้ไปชิดพนักอีกข้างโดยอัตโนมัติ มือเริ่มเย็นชืดแล้วชื้นไปด้วยเหงื่อ แขนขาเริ่มเกร็ง สัมภาระในอ้อมแขนกอดให้แน่นแล้วแน่นอีกชนิดที่ว่าจะยัดมันเข้าไปในท้องได้อยู่แล้ว


ยามาโมโตะมองปฏิกิริยาของคนเบื้องหน้าแล้วก็ต้องกลั้นขำอย่างสุดความสามารถ ดวงตาหวาดระแวงสีมรกตนั่นดูยังไงก็น่าแกล้งแม้มันจะส่งข้อความมาประมาณว่า ถ้าเขาเข้าใกล้อีกนิดก็จะพร้อมกระโดดลงหน้าต่างอย่างนั้นก็เถอะ


“ก็บอกว่าฉันเด็ก แล้วจะกลัวทำไม”


“ไม่ได้กลัวสักหน่อย” คนปากเก่งยังเถียง


“นายกลัวฉันอยู่ชัดๆ ไม่งั้นจะนั่งห่างเป็นวาอย่างนี้เหรอ หึหึ กฎข้อแรกของความเป็นครอบครัวเดียวกันของเรานะ โกคุเดระ ฉันอนุญาตให้นายเรียกฉันว่า ยามาโมโตะ ไม่ใช่ผู้กอง เพราะว่าผู้กองน่ะมีคนเรียกเยอะแล้ว มันดูเหินห่าง”...ที่เรียกก็เพราะอยากจะให้เหินห่างนี่แหล่ะ โกคุเดระเถียงในใจ แต่ก็ยังไม่กล้าสู้หน้าเจ้าคนอุกอาจที่อยู่ดีๆมาพูดคุยเรื่องครอบครัวอย่างหน้าตาเฉย เท่านั้นยังไม่พอ หมอนี่ยังร่ายข้อต่อไปโดยที่ไม่สนใจว่าเขาจะตกลงหรือไม่ด้วยซ้ำ


“แล้วก็ข้อสอง เวลาเจอหน้าฉันอย่าทำเหมือนกลัวแบบนั้น ฉันพานายไปดูแลไม่ใช่พาไปฆ่า” น้ำเสียงดุๆนั้นอ่อนลงแล้ว กลับกลายเป็นความอ่อนโยนที่ทำให้โกคุเดระต้องเหลือบตาไปสบด้วย ดวงตาสีน้ำตาลเปลือกไม้ฉายแววอบอุ่นอาทรอย่างที่พ่อจีใช้มองเขา อีกทั้งน้ำเสียงยังนุ่มลงจนกว่าเกินที่จะคิดว่าเป็นเสียงของทหาร


“เพราะถ้านายกลัว ฉันเองก็ไม่สบายใจ”


หัวใจที่แกว่งๆชักชื้นขึ้นมา ซ้ำยังรู้สึกวูบไหวกับความไว้วางใจที่อีกฝ่ายร้องขอ แต่ก็ต้องอดคิดไม่ได้ว่า นี่น่ะหรือ ผู้กองแห่งกองทัพหลวงออสเตรีย ถ้าใช้น้ำเสียงแบบนี้เวลาคุยผู้ใต้บังคับบัญชา แทนที่จะกลัวมีหวังได้เคลิ้มกันเป็นแถบ


“ก็ใครจะไปรู้” น้ำเสียงอ่อยๆหลุดออกมาจากริมฝีปากสีเรื่อ “นายอาจจะอ้างนู่นอ้างนี่แล้วเอาฉันไปขายซ่อง”


“ฮ่าๆๆๆๆๆๆ” เพียงเท่านั้นยามาโมโตะก็หัวเราะออกมาเกินกว่าจะห้ามไหว รู้สึกได้เลยว่าเขาไม่เคยขำอะไรในชีวิตได้เท่านี้อีกแล้ว โกคุเดระยังคงปักใจเชื่ออย่างเหนียวแน่นว่าเขาจะเอาไปขายเนี่ยนะ ไม่รู้ว่าอะไรดลใจให้คิดอย่างนั้นเข้าไปจริงๆ พอหยุดขำแล้ว เห็นหน้างอๆนั่นแล้วก็ชวนให้ขำอีก กว่าจะหยุดสนิทได้ก็ต้องอาศัยเสียงอีกฝ่ายตวาดมา


“หยุดได้แล้ว! ไอ้เส้นตื้น จะขำอีกนานมั้ย!!


“ก็นายมันจี้นี่ คิดได้ไงว่าฉันจะเอาไปขายน่ะ” ว่าแล้วนัยน์ตาแพรวพราวหายากของผู้กองหนุ่มก็ไล่สำรวจร่างบางตั้งแต่เรือนผมสีเงินสลวยเช่นแพรไหม เครื่องหน้าที่ดูเหมาะเจาะออกไปทางสวยมากกว่าหล่ออย่างเด็กผู้ชาย เรือนร่างเล็กบางแล้วผิวพรรณที่ราวกับผ่านการดูแลมาอย่างดี...ถ้าอยากขายขึ้นมาจริงๆ รูปร่างหน้าตาพอได้ราคาดีอยู่หรอก
แต่นิสัยที่รั้นไปหมดทุกเวลานี่สิ นายหน้ามาเห็น ได้ถอนเงินคืนแล้วโยนทิ้งตรงนั้น


ฮึ! ขาดทุนชัดๆ


“อะ อะไร” คนถูกมองชักเริ่มจะประดักประเดิด แต่อีกฝ่ายยังคงไม่สนใจไล่สแกนเขาบนลงล่าง ล่างขึ้นบนอีกสองสามรอบก่อนจะมาหยุดที่การสบตา การสบตาที่โกคุเดระอยากจะโทษตัวเองหนักหนาว่าหัวใจมันจะเต้นโครมครามผิดจังหวะเดิมไปเพื่ออะไร


“พูดตรงๆนะโกคุเดระ อย่างนายน่ะ....”


“......”


“ขายไม่ได้หรอก”


หา!!


คนขายไม่ออกอ้าปากค้างพะงาบๆ มองคนไร้มารยาทชัดๆด้วยสายตาวาวโรจน์ รู้สึกว่าศักดิ์ศรีของตัวเองที่แต่เดิมมันมีน้อยอยู่แล้วก็ร่อยหรอลงทุกที ยิ่งเห็นสีหน้าเสแสร้งครุ่นคิดยามมองส่วนโน้นส่วนนี้แล้ววิพากษ์วิจารณ์ยิ่งรู้สึกว่าตัวเองกำลังจะระเบิด อาการปวดหนึบๆที่หัวที่เขาสุดจะเกลียดแสนเกลียดเพราะจะทำให้คิดโน้ตไม่เองกำลังเล่นงานอย่างแสนสาหัส เพราะไอ้คนวิปริตนี่!


“นายพูดว่าไงนะ”


“ก็บอกว่านายน่ะขายไม่ได้หรอก” เจ้าตัวยังคงย้ำคำเดิม น้ำเสียงแบบเดิมไม่ผิดเพี้ยน “แบบนี้น่ะ ต่อให้ฉันเป็นพ่อค้าค้ามนุษย์ฉันก็ไม่คิดจะขายหรอก”


นอกจากขาดทุนแล้ว คงจะถูกหาว่าโง่



โง่...ที่คิดจะโยนคนแบบนี้ไปให้ใครที่ไหนก็ไม่รู้



“...เพราะฉันไม่รู้ว่าต้องตีราคาสักเท่าไหร่ดีถึงจะให้คู่ควรกับตัวนาย”


เงียบสนิท...


สิ้นสุดประโยคก็มีเพียงความเงียบที่เข้ามาแทนที่ เพราะคำพูดสุดท้ายของยามาโมโตะปิดปากของโกคุเดระได้อย่างจังงัง ดวงหน้าสวยที่ยังคงมีร่องรอยของความอึ้งรีบหันไปอีกทาง ไม่รับรู้อีกต่อไปว่าอีกฝ่ายจะมองเขาเช่นไร หรือมีท่าทีอย่างไร นัยน์ตาสีมรกตที่มองผนังรถม้าฉายชัดว่าเครียดจัด ฟันขบกันกรอดอย่างข่มสติ นึกโทษตัวเองในใจว่าทั้งๆที่คิดจะเงียบแต่ก็ต่อปากต่อคำกับคนพรรค์นั้นเป็นเวลานานสองนาน ผลสุดท้ายก็สร้างความอึดอัดใจให้ตนเองอีกไม่รู้กี่เท่า
เรื่องอัธยาศัย หมอนั่นมีเต็มร้อย โกคุเดระเข้าใจ


ความใจดีเป็นมิตรก็เกินกว่าที่คนรู้จักกันเพียงวันเดียวจะมอบให้กัน นับว่าเป็นคนใจกว้างคับอก


แต่คนที่รู้จักกันเพียงวันเดียว...


จะมีสักกี่คนบนโลกที่มองกันด้วยสายตาแบบนั้น ถึงแม้จะไม่เห็นแต่ก็รู้สึกได้ ว่าตลอดระยะการเดินทางที่เขาปิดปากเงียบ เขาอยู่ในสายตาของผู้กองยามาโมโตะตลอดเวลา ไม่ได้จ้องจนกดดัน...ไม่ได้มองอย่างไร้มารยาทจนทำให้รู้สึกสะบัดร้อนสะบัดหนาวอย่างที่พวกเศรษฐีชอบมอง


แต่เป็นสายตาคอยเฝ้าดูแล...อย่างที่ให้ความรู้สึกอบอุ่นและพึ่งพาได้


เช่นองครักษ์ดูแลองค์จักรพรรดิ อัศวินพิทักษ์เจ้าหญิงหรือเจ้าชาย


งี่เง่า! เพ้อเจ้อ! นักเปียโนนอกเมืองไม่เคยเข้ากรุงซ้ำยังกำพร้า ไม่มีทางเลื่อนยศไปเป็นเจ้าชายได้หรอก



รถม้าแล่นมาได้อีกสักพักใหญ่ๆบรรยากาศก็เปลี่ยนไป จากที่เคยเงียบสงบได้กลิ่นอายของดินและทุ่งหญ้งมาตลอดทางแปรเปลี่ยนเป็นกลิ่นอายของเมืองใหญ่และสิ่งก่อสร้างที่เรียงราย เสียงพูดคุยของผู้คนที่เซ็งแซ่เป็นเครื่องพิสูจน์ได้อย่างดีว่า ตัวเขานั้นได้ก้าวเข้าสู่นครหลวงเวียนนา นครแห่งเสียงดนตรีที่ไม่ว่านักดนตรีหน้าไหนก็ล้วนใฝ่ฝันมาแสดง
ฝีเท้าของม้าลดลงแล้วก่อนจะหยุดในที่สุด ร่างสูงที่นั่งข้างๆเขาเริ่มขยับตัวก่อนจะลุกไปเปิดประตูรถม้าแล้วก้าวขาลงไป นั่นทำให้โกคุเดระต้องหอบสัมภาระแล้วก้าวขาลงตาม และภาพเบื้องหน้าซึ่งเป็นภาพสถานที่แรกที่เขาเห็นหลังจากการเดินทางร่วมชั่วโมง


ปราสาท!?


ถึงจะเรียกอย่างนั้นแต่มันดูเล็กและสันโดษกว่า


คฤหาสน์สไตล์โรมันสีขาว แม้การตกแต่งจะไม่มีอะไรเป็นพิเศษมากนักแต่ก็เรียกได้ว่าทั้งสวยงามและหรูหรา ความใหญ่โตนั้นอาจเทียบได้กับตำหนักๆหนึ่งในพระราชวังตั้งอยู่กลางสวนหย่อม ล้อมรอบด้วยรั้วอิฐสูง แต่กับโกคุเดระแล้ว มันให้ความรู้สึกที่ยิ่งใหญ่มากกว่าความงามเพียงแค่เปลือกนอก ความรู้สึกพิลึกๆที่ไม่สามารถเข้าใจได้ว่ามันคืออะไร
ตื่นเต้นไหม? เหมือนไม่ใช่ หัวใจที่อยู่ภายในอกไม่ได้มีอัตราเต้นที่เร็วขึ้น ซ้ำยังเนิบนาบลงกว่าเก่าเหมือนกับว่าอารมณ์เริ่มที่จะสงบ ทอดมองไปที่ประตู แม่กุญแจอันเบ้อเริ่มก็คล้องล็อคอย่างแน่นหนาแสดงว่าที่นี่ไม่มีใครอยู่อย่างถาวร แต่ถึงกระนั้นความรู้สึกที่โชยมาจากคฤหาสน์หลังนี้ ไม่มีเค้าของความเป็นสถานที่ร้างน่ากลัวเลยสักนิด


“นายพาฉันมาทัศนศึกษา?” ดีที่สุดคือการถามเจ้าผู้ปกครองคนใหม่ที่ยืนอยู่ข้างๆ พร้อมสลับมองคฤหาสน์หลังงามเบื้องหน้า ที่ดูยังไงก็ไม่น่าจะเกี่ยวข้องกับชีวิตของผู้กองหนุ่มและนักดนตรีหลงถิ่น


“ที่นี่คือ ไนติงเกล สถานที่แห่งความทรงจำของสมเด็จพระจักรพรรดิและองค์ราชินี”


“องค์ราชินี วีรสตรีผู้ก่อกำเนิดอิสรภาพและเสียงเพลง” โกคุเดระยิ้มนิดๆแล้วขยายความ พอจะเข้าใจแล้วว่าคฤหาสน์หลังสีขาวนี่เป็นสมบัติขององค์จักรพรรดิ สมแล้ว ที่จะทั้งสวยและยิ่งใหญ่ขนาดนี้ สมแล้วที่จะตั้งชื่อว่า ไนติงเกล เพราะว่ากันว่า เจ้านกน้อยนั้นขับขานลำนำเพลงก้องไพรจนได้รับการยกย่องว่าคือเสียงที่เสนาะหูที่สุดในโลกฉันใด ฝีมือการทรงเปียโนขององค์ราชินีแห่งออสเตรียนั้นไพเราะวิเศษฉันนั้น


“พอองค์ราชินีเสด็จฝรั่งเศสที่นี่ก็ถูกปิดร้าง องค์จักรพรรดิมาที่นี่บ้างเดือนละครั้งสองครั้ง แต่ดูท่าขุนนางจะไม่ค่อยอยากให้พระองค์เสด็จมา เพราะจะสร้างความโทมนัสจนไม่เป็นอันทรงงาน” ยามาโมโตะอธิบายต่อ คำว่าปิดร้าง ชักเริ่มส่งผลกระทบต่อจิตใจ จากที่บอกว่ามันไม่น่ากลัวซ้ำยังถูกชะตากลับเป็นว่ารู้สึกเย็นวูบที่สันหลังขึ้นมาหน่อย ริมฝีปากบางของโกคุเดระเบ้นิดๆ หวนคิดกลับไปถึงคำพูดของชาวบ้านว่า เจ้าชายรัชทายาททรงสิ้นพระชนม์ตั้งแต่เกิดที่นี่ด้วยสิ


“แล้วนายพาฉันมาคฤหาสน์ร้างทำไม”


ร่างสูงหันมามองเขาแล้วขยับยิ้มบาง พร้อมกับล้วงอะไรบางอย่างออกมาจากกระเป๋า ปรากฏว่ามันคือลูกกุญแจดอกหนึ่ง


นี่อย่าบอกนะว่า...


“ก็คฤหาสน์ร้างนี่ จะเป็นบ้านหลังใหม่ของนาย”


แล้วพ่อคุณก็เดินเข้าไปจะไปไขประตูอย่างหน้าตาเฉย


“เฮ้ย! ผู้กอง!!” คนโชคดีได้อยู่คฤหาสน์หลังงามประท้วงลั่น จะรีบวิ่งหอบกระเป๋าเข้าไปคว้ากุญแจ แต่ก็ไม่ทันเสียแล้ว ร่างสูงไม่ได้เจียมตัวว่าอยู่ในฐานะไหน เล่นบุกรุกสถานที่รโหฐานขององค์จักรพรรดิเหมือนบ้านตัวเอง ดังนั้นสีหน้าตื่นตระหนกจนดวงตาโตๆนั่นแทบถลนออกมานอกเบ้า แถมเสียงยังสั่นตะกุกตะกักราวเด็กหัดพูดจึงต้องเป็นของโกคุเดระ หนุ่มน้อยต่างถิ่น


“นะ นายจะบ้ารึไงฮึ!? จะให้ฉันอยู่ที่นี่ได้ไง นรกจะกินหัวเอาสิ!!” ว่าพร้อมกลอกตามองความสวยงามของการจัดตกแต่งภายในนั้นจะไม่ได้ด้วยไปกว่าความหรูภายนอกเลย คฤหาสน์ของคนในราชสำนักของแท้ชวนให้รู้สึกหนาวๆร้อนๆอย่างบอกไม่ถูก


“ฉันบอกใช่ไหมว่า พอราชินีไม่อยู่ ที่นี่ก็เลยปิดร้าง” คำอธิบายที่ว่าไปโน่นไม่เฉียดคำตอบ ยิ่งทำให้คนฟังหงุดหงิดหนัก “เพราะฉะนั้น องค์จักรพรรดิจึงมอบหมายให้ฉันดูแลไนติงเกล จะเข้าจะออกได้ตามสะดวก จะมานั่งเล่นนอนเล่นเมื่อไหร่ก็ไม่ต้องกลัวถูกตัดหัวหรอกนะ”


“จักรพรรดิยกที่นี่ให้นาย!”.....โห เล่นยกสมบัติสำคัญให้กับผู้กองมือใหม่ ถ้าไม่รู้มาก่อน ก็คงคิดว่าคนตรงหน้านี่เป็นเจ้าชายองค์โปรด


“แค่ให้ดูแล ไม่ใช่ยกให้” ยามาโมโตะแย้ง “เพราะว่าที่นี่ยังมีเจ้าของคนสำคัญอีกหนึ่ง”


“เจ้าของ...?


“เจ้าชายรัชทายาท”


คำตอบเรียบๆพร้อมกับสีหน้าจริงจังมีผลทำให้โกคุเดระตะลึงงัน กระเป๋าใบโตที่เจ้าตัวทั้งกอดทั้งรัดมาตลอดทางได้หล่นตุบไปกองแทบเท้า แล้วร่างบางๆนั่นก็เดินเซไปนั่งลงบนโซฟากำมะหยี่หนานุ่มด้วยความตกใจจัด เสียงจังหวะการเต้นในอกข้างซ้ายถี่รัวเพราะกำลังได้ยินเรื่องลับสุดยอดของทางราชวงศ์


“เจ้าชายรัชทายาท” เสียงครางแผ่วเบาทวนเหมือนตอกย้ำกับตัวเอง เจ้าชายองค์เดียวแห่งออสเตรียที่ผู้คนคิดว่าไม่มีชีวิตอยู่แล้ว ที่ผ่านมามีเพียงสองคนที่พูดให้เขาฟังว่าเจ้าชายรัชทายาทยังมีชีวิตอยู่ คนแรกคือจี พ่อของเขา ส่วนอีกคนก็ผู้กองคนเก่งที่นั่งอยู่ตรงหน้านี่


และถ้าลางสังหรณ์ของเขาไม่ผิด น่าจะมีคนรู้เรื่องนี้อีกหลายคน


“นายจะพูดว่า เจ้าชายยังมีชีวิตอยู่ ไม่ได้สิ้นพระชนม์แต่ประสูติอย่างที่ใครๆเขารู้กัน” ดวงตาสีมรกตหรี่เล็ก เรียวแขนบางสองข้างเริ่มกอดไขว้กันหลวมๆอย่างที่เจ้าตัวชอบทำเวลาคิด แต่มองหรือวางมาดข่มเท่าไหร่ๆ คนเปิดประเด็นก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะหลุดมาดนิ่งนั่นง่ายๆ ซ้ำดวงตาสีเปลือกไม้คู่นั้นยังแปรเปลี่ยนไปจนมองไม่ออก


“ก็แล้วนายคิดยังไง”


คำถามที่ส่งมาเห็นได้ชัดว่าหยั่งเชิง เริ่มรู้สึกแล้วว่าตัวเองกำลังนั่งอยู่ต่อหน้าคนมีอำนาจแห่งกองทัพ แต่ดวงหน้าของโกคุเดระยังคงหันตรงไปที่อีกฝ่ายไม่คิดจะเบือนหลบ สายตาประสานสายตาพยายามจะดูให้รู้ว่าต้องการจะให้คายอะไรออกมากันแน่


“ไม่มีใครเปิดประเด็นสำคัญ อย่างเช่นเรื่องที่เกี่ยวกับทายาทแผ่นดินสาบสูญให้คนภายนอกรับรู้”


น้ำเสียงเรียบเฉยของโกคุเดระ ฮายาโตะ กับคำตอบกลางๆทำให้คนฟังพยักหน้าอย่างพอใจ เผลอรับฟังแล้วอดชื่นชมในความจริงใจแต่ไม่เปิดเผยจนเกินไปอย่างที่เรียกว่าอวดของร่างบางตรงหน้า ท่าทีไว้ตัวของเด็กหนุ่มที่โตมากับโบสถ์ในหมู่บ้านเล็กๆยามนี้ชวนมองให้คล้ายกริยาของผู้สูงศักดิ์


“สาบสูญไม่ได้แปลว่าตาย” ยามาโมโตะตีความยิ้มๆ


“แต่สาบสูญก็ไม่ได้แปลว่าจะหาเจอได้ง่ายๆ” อีกฝ่ายแย้ง ก่อนสรุปอย่างตรงไปตรงมา “เรื่องภายในราชสำนักเอามาคุยกับฉันก็ไร้ประโยชน์เปล่าๆ นายลืมไปแล้วเหรอว่านายเพิ่งไปรับฉันมาจากโบสถ์นอกกรุง ไม่ใช่ตำหนักน้อยในวัง”


คำพูดห้วนๆรั้นๆกลับมาอีกครั้งกลบความมีอำนาจชั่วครู่นั้นไปซะหมด ช่วยคลายบรรยากาศให้ปลอดโปร่งขึ้นมาหน่อย คำประชดที่ทำให้ผู้กองหนุ่มต้องถอนหายใจพรืด ก่อนจะกลับมาผ่อนคลายอย่างปกติ แม้จะเค้นหรือลองภูมิอะไรไม่ได้มากแต่เขาก็พอจะรู้แล้วว่าโกคุเดระ เป็นคนที่วางใจได้ 


“อย่างที่นายคิดนั่นแหล่ะ โกคุเดระ เจ้าชายยังทรงมีชีวิตอยู่ที่ไหนสักที่ เดือดร้อนฉันให้ปวดหัวอยู่ทุกวัน”


คำบ่นที่ไม่จริงจังมากนักแกมรำคาญหน่อยๆของยามาโมโตะทำให้คนฟังหูผึ่งตาเบิกกว้าง โกคุเดระหันรีหันขวางก่อนจะหันกลับมาตั้งข้อสงสัยด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาจนแทบกระซิบ แต่ยังคงเต็มไปด้วยความประหลาดใจและขบขัน


“อย่าบอกนะ ว่านายทั้งโง่ทั้งเซ่อรับผิดชอบออกตามหาเจ้าชาย แล้วส่งเขากลับปราสาทตามเดิม”


“ขอโทษด้วยที่ฉันทั้งโง่ทั้งเซ่อ”


คำยอมรับกลายๆทำให้ร่างบางกลืนไม่เข้าคายไม่ออก มันทั้งชวนขำและสมน้ำหน้าในความบ้าระห่ำนั่น ให้ตายสิ เจ้าหมอนี่คิดว่าคนทั้งออสเตรียมีกี่คนกัน แล้วไหนจะต่างประเทศอีกถ้าเจ้าชายท่านอยากจะโกอินเตอร์ขึ้นมา แต่ยังไงก็ตามก็ต้องยอมรับในความพยายามล่ะนะ


แล้วนี่หมายความว่าเขาเองก็....


“นี่ผู้กอง ฉันว่าอาชีพนายดูยังไงก็ฟังไม่เข้ากับสุนทรียศาสตร์เอาซะเลย อย่าบอกนะ ว่านายไม่ใช่พวกนิยมสะสมนักดนตรีอะไรสักเท่าไหร่ แต่ขยันสะสมว่าที่เจ้าชายรัชทายาทมากกว่า”


สิ้นคำสันนิษฐาน ความเงียบก็บังเกิด มันนานเกินพอที่จะให้คนๆหนึ่งคิดคำตอบได้ และมันก็นานพอที่จะทำให้ใครอีกคนตีความหมายได้เช่นเดียวกัน เพียงเท่านั้นร่างบางก็ลุกผึงขึ้นจากโซฟา อารามตกใจปนสนเท่ห์จัดยกมือชี้หน้าผู้กองแห่งกองทัพหลวง ขึ้นเสียงดังในคฤหาสน์ของกษัตริย์อย่างไม่เกรงอาญา



“นี่นายคิดว่าฉันคือเจ้าชายรัชทายาทของออสเตรียงั้นเหรอ!!



บ้า!!


ไร้สาระ! ไร้สาระชัดๆ เด็กที่เติบโตมากับดินกับทราย ไม่เคยรู้อะไรเกี่ยวกับสังคมในเมือง ไม่เคยแม้แต่จะย่างเท้าไปไกลโบสถ์ ไม่เคยแม้กระทั่งสัมผัสความสะดวกสบายหรูหราจะสงสัยคนแบบนี้ว่าเป็นเจ้าชาย  ประสาท!


“ก็ไม่มีอะไรที่บอกว่านายไม่ใช่นี่” อารมณ์ของผู้กองหนุ่มยังเย็น ยอมรับซึ่งๆหน้าพร้อมกับบอกกฎว่าที่เจ้าชายสามประการจนคนฟังต้องคลึงขมับจวนจะบ้า


“โกคุเดระ นายอายุสิบหกปี นั่นเท่ากับอายุของเจ้าชายที่ถูกส่งออกไปนอกวัง ฝีมือทางการเล่นเปียโนเรียกได้ว่าพรสวรรค์ในตัวนายเปี่ยมล้นเช่นเดียวกับสมเด็จพระราชินี อีกอย่างหนึ่ง นายไม่มีหลักฐานยืนยันครอบครัวที่ชัดเจน”


“งี่เง่า! เพ้อเจ้อ!


คำด่าที่ใช้ด่าตัวเอง งัดขึ้นมาด่าคนตรงหน้าฐานคิดอะไรไม่เข้าเรื่อง สถานการณ์ที่ราวกับความฝันแล้วเป็นฝันที่ไม่คิดจะฝันแบบนี้ให้ทำใจสักเท่าไหร่เขาก็เชื่อไม่ลง ถึงแม้ว่าพ่อจะไม่เคยเล่าเรื่องอะไรให้เขาฟังเลยเกี่ยวกับพ่อแม่นอกจากโน้ตเพลงแผ่นนั้นและเรื่องราวของเจ้าชายองค์หนึ่งที่ต้องออกจากวังเพราะหนีภัยกิจสงครามก็แค่นิทานยามเบื่อ ไม่มีอะไรสักนิดที่จะบอกว่าเขาเป็นเจ้าชาย


“ฮึๆ นายนี่ก็แปลกนะ โกคุเดระ เป็นราชนิกูลนี่ไม่ดีตรงไหน ชี้นกเป็นนกชี้ไม้เป็นไม้ สั่งเงินได้ทอง สั่งบ้านได้พระราชวัง”


“ก็เพราะเอาแต่สั่งโน่นสั่งนี่ถึงได้มีสงครามในหมู่กษัตริย์ ความเดือดร้อนทุกข์ยากตกเป็นของประชาชนตาดำๆ ไม่เอาๆ นายไม่ต้องมากล่าวหาว่าฉันเป็นเจ้าชายอีกนะ ขนลุก!


คนแขยงยศตัวเองที่สูงขึ้นทันควันเอามือลูบแขน น้ำลายชักจะเฝื่อนคอจนแทบกลืนไม่ลง หลักฐานที่ใช้ชี้ตัวว่าเขาเป็นเจ้าชายคนสำคัญนั้นก็มัดจนดิ้นไม่หลุด แต่แล้วยังไง เด็กผู้ชายอายุสิบหกมีเขาคนเดียวหรือในแผ่นดิน เปียโนก็ถูกพ่อบังคับให้เล่นแต่เด็ก จับคีย์ก่อนขวดนม อ่านโน้ตก่อนเรียกพ่อ ส่วนครอบครัวที่แท้จริงนั้น เด็กแถวโบสถ์ที่ยังกำพร้าก็มีอีกมากมาย


“ไม่ต้องกังวลหรอก โกคุเดระ คนที่จะบอกว่านายคือเจ้าชายหรือไม่ ไม่ใช่ฉัน แต่เป็นสมเด็จพระจักรพรรดิ รอให้ฉันทูลเรื่องพบนายกับฝ่ายในก่อน แล้วพระองค์จะเรียกตัวนายให้เข้าเฝ้า”


“จะบ้าเหรอ! ไม่เอานะ” นี่ให้มาอยู่คฤหาสน์ไม่พอ จะให้เข้าพบพระเจ้าแผ่นดินด้วย พ่อกับหมอนี่ส่งเขาไปตายชัดๆ
แต่อาการเดือดเนื้อร้อนใจก็ต้องเก็บ เมื่อดวงตาสีเปลือกไม้เริ่มกดจ้องแล้วมองเขาอย่างเย็นๆ ซ้ำน้ำเสียงแข็งขึ้นจนเรียกได้ว่าทั้งดุทั้งบังคับ


“ไม่เอาไม่ได้ นายลืมไปแล้วหรือไงว่ามาที่นี่เพื่ออะไร ตั้งแต่แรกนักดนตรีที่ถูกดูแลของคนในราชสำนัก ก็ต้องแสดงต่อหน้าพระพักตร์เป็นของธรรมดาอยู่แล้ว ไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธ”


“แต่ว่า”


“พักผ่อนซะ นายเดินทางมาไกล” บทสรุปสั้นๆพร้อมกับร่างสูงลุกขึ้นจากโซฟา ท่าทางว่าจะเดินออกไปจากคฤหาสน์ยิ่งทำให้โกคุเดระขวัญเสีย ปากอ้าค้าง ร้องถามเสียงหลงโดยไม่ทันคิด


“นายจะปล่อยให้ฉันอยู่ที่นี่คนเดียว!?” ได้ผล ยามาโมโตะชะงักฝีเท้า ก่อนจะหันกลับมามองหน้าตาน่าสงสารของหนุ่มน้อยร่างบาง เขาหัวเราะในลำคอหึๆ ดวงตาแพรวพราวอ่านยากสบกับตาของอีกฝ่ายแล้วคลี่รอยยิ้มเย็น


“แล้วนายคิดอยากจะให้ใครอยู่ด้วยล่ะ หือม์?


คำถามต้องการคำตอบจริงทำให้โกคุเดระหัวใจกระตุกวูบ รีบหุบปากลงทันทีแล้วเม้มสนิทเป็นเส้นตรงอยากจะกัดลิ้นตัวเองเสียเดี๋ยวนั้น ดวงตากลอกไปมาลบเลี่ยงสายตาอันตรายแบบนั้น มือไม้พาลจะเกะกะจนเจ้าตัวต้องขยับมันไปเรื่อย ดวงหน้าขาวเนียนขึ้นสีชมพูเรื่อๆจนน่ามองไม่อาจละสายตา


“ก็...เอ่อ...ก็ นายดันมาพูดเรื่องปริศนาต้องห้าม ไว้ใจหรือไง ว่าฉันจะไม่ใช่สายลับของที่ไหนสักที่แล้วเอาความลับเรื่องที่เจ้าชายยังมีชีวิตอยู่ไปแพร่งพราย”


เป็นคำตอบที่คิดว่าชาญฉลาดที่สุดเรียกคิ้วเข้มๆของยามาโมโตะให้เลิกขึ้นเล็กน้อยแต่มุมปากนั้นยังคงกระตุกยิ้มปั่นประสาท ร่างสูงหันหลังกลับแล้วเดินใกล้เข้ามา ใกล้เข้ามา ใกล้เข้ามา จนใกล้มาก ขยับตัวเท่าไหร่ก็หนีไม่พ้นเมื่อ ผู้กองหนุ่มโน้มกายลงยันแขนสองข้างไว้กับพนักโซฟา ขังร่างบางที่หน้าซีดเผือดเอาไว้ในอ้อมแขน ซ้ำดวงหน้าคมคายนั่นยังอยู่ใกล้เพียงเฉียดปลายจมูกจนลมหายใจแทบจะกลืนกัน


“จำเอาไว้นะ โกคุเดระ คนที่ล่วงรู้ความลับของราชวงศ์แล้วคิดจะทรยศ กองทัพจะไม่ปล่อยให้รอดแน่นอน”


เพียงเท่านั้น ผู้กองแห่งกองทัพก็เดินผละออกไป ทิ้งให้คนที่นั่งอยู่บนโซฟาหัวใจยังคงเต้นตุ้มๆต่อมๆไม่เข้าที่ สายตาที่ไม่จริงจังน่ากลัวเท่าคำพูด ก็ไม่ได้หมายความว่าหมอนั่นจะไม่กล้าฆ่าเขา อารมณ์เย็นๆที่รับยากแบบนั้น ยังนึกหวั่นแทนผู้ใต้บังคับบัญชาหรือศัตรูที่คิดจะลองดี คนแบบนั้นมีความกล้ามากกว่าจะกลัว ดูท่าว่าแม้แต่ต่อหน้าองค์จักรพรรดิ หมอนี่ยังไปอวดเก่งจนได้ไนติงเกลไปดูแล


แล้วนับประสาอะไรกับเจ้าชายรัชทายาท เชื่อเถอะว่าถ้าเจอเมื่อไหร่หมอนั่นอาจจะสั่งให้เจ้าชายวิ่งรอบวังหรือยืนตรงกลางแดดร้อนๆ โทษฐานทำให้เสียเวลาตามหาตั้งนาน




โกคุเดระเริ่มขยับขาเดินสำรวจบ้านใหม่ซึ่งทั้งใหญ่ทั้งโตเกินกว่าที่เขาจะอยู่คนเดียว เฟอร์นิเจอร์สีทองอร่ามแสบตาวางเรียงรายฝุ่นไม่จับเลยแม้แต่น้อย บางชิ้นฝังมุกประดับเพชรล่อตาล่อใจโจร แต่ก็คงต้องยกความดีความชอบให้กับผู้ดูแลที่คงไม่ปล่อยให้สมบัติชิ้นใดหายไปเลย พรมสีแดงนุ่มเท้าเทไปทั่วคฤหาสน์ตั้งแต่ประตูจวบจนกระทั่งบันไดวนหินอ่อนสีขาวงาช้างเจือลายเหลือบเรื่อเล็กๆสีชมพูอ่อนมีลวดดัดสีดำสนิทเป็นราวจับ


บนชั้นสองนั้นโล่งกว่าชั้นแรกหลายขุม สิ่งตกแต่งมีเพียงหนึ่งเดียวคือรูปวาดชายหญิงคู่หนึ่งในกรอบไม้สลักงดงามบรรจง ดวงตาสีมรกตของเด็กหนุ่มหยุดมอง ฝ่ายชายเขาคาดว่าจะเป็นสมเด็จพระจักรพรรดิ บุรุษผู้ยิ่งใหญ่วัยกลางคนซึ่งดูอ่อนโยนและไม่ทรงอำนาจเลยสักนิดเมื่อแขนข้างหนึ่งโอบเอวบางของหญิงสาวเอาไว้ หญิงสาวดวงหน้าพริ้มเพรา ท่วงท่าอ่อนหวานโดยเฉพาะรอยยิ้มบางบนเรียวปากสีเรื่อที่ทำให้ของคนมองอบอุ่นไปถึงหัวใจ


องค์ราชินี...


โกคุเดระยิ้มบางก่อนจะผละออกจากรูปแล้วเดินถัดไปไม่กี่ก้าว ก็พบกับประตูบานหนึ่ง ประตูไม้สลักนูนต่ำลายเทพธิดากรีกโรมัน มือบางของเด็กหนุ่มจับเข้าที่ลูกบิดสีทองแล้วบิดมัน ประตูเปิดแอ๊ดอย่างช้าๆ ภายในคือห้องกว้างทาผนังสีฟ้าอ่อนสบายตา เป็นห้องธรรมดาไร้รูปภาพหรือเครื่องเรือนตกแต่ง ห้องโล่งที่ไม่มีอะไรเลย ยกเว้นเปียโนตัวหนึ่ง
เปียโนสีขาวบริสุทธิ์...


เด็กหนุ่มเบิกตาขึ้น ค่อยๆก้าวเท้าเข้าไปหาเครื่องดนตรีอย่างเชื่องช้า ความงดงามสะอาดตาของมันจับใจของเขาตั้งแต่แรกเห็น ดูสำคัญและล้ำค่ายิ่งกว่าสมบัติประดับเพชรพลอยชิ้นใดในไนติงเกลแห่งนี้ ปลายนิ้วเรียวยกขึ้นไล้ตามคีย์สีขาวกับดำ และเคสผิวลื่น ยิ่งสัมผัสก็ยิ่งรู้ว่าเปียโนตัวนี้ไม่ใช่เพิ่งนำมาหรือเป็นของมือสมัครเล่น จิตวิญญาณและการถ่ายทอดอารมณ์ที่ลึกซึ้งของเพลงแต่ละเพลงถูกบรรเลงผ่านเปียโนตัวนี้มาแล้วมากมาย


บางทีคงจะเป็นขององค์ราชินี


และตัวเขาเองที่ไม่ได้ขนเปียโนมาจากโบสถ์เพราะใส่ไม่พอรถม้าของผู้กองยามาโมโตะ ก็คงต้องใช้เปียโนตัวนี้เป็นเครื่องมือฝึกซ้อม


ตริ๊ง...


นิ้วเรียวกดลงบนคีย์ๆหนึ่ง เสียงใสกังวานดังสะท้อนในห้องสี่เหลี่ยมเป็นซาวด์ที่ฟังแล้วสบายหู ห้องๆนี้ถูกออกแบบมาให้รับเสียงของเปียโนอย่างสมบูรณ์แบบ และเจ้านกน้อยสีขาวตัวนี้ท่าทางจะถูกชะตากับเขาเสียด้วย


...ยินดีที่ได้รู้จัก





ดึกแล้ว แต่โกคุเดระยังไม่รู้สึกง่วง ไฟสีนวลในห้องเปียโนยังเปิดอยู่ตั้งแต่ช่วงเย็นจนถึงเวลาใกล้เที่ยงคืนอย่างตอนนี้ มันเป็นนิสัยของเขาไปซะแล้ว นั่งอยู่หน้าแกรนด์เปียโนหลายชั่วโมงโดยไม่มีเบื่อ ซ้อมเพลงโน้นเพลงนี้ ลองแต่งเพลงใหม่บ้าง ซึ่งเพื่อนใหม่ก็ยังเข้ากับเขาได้ดีเป็นปี่เป็นขลุ่ย


โกคุเดระยอมรับ ว่าเนื้อเสียงของเปียโนตัวนี้ไพเราะที่สุดเท่าที่เคยได้ยินมา นี่ขนาดไม่ค่อยมีใครเล่นแต่ก็คงจะมีคีตกรมือดีของวังหลวงมาปรับเสียงให้เป็นประจำ เพลงแล้วเพลงเล่าถูกบรรเลงต่อเนื่องจนห้องเปียโนแห่งนี้ห่างไกลจากความเงียบที่มีอยู่แต่เดิม แต่ถึงอย่างไรก็ตาม จะผ่านไปนานสักกี่ชั่วโมงโกคุเดระก็ยังไม่คิดไล่ความเงียบด้วยเพลงๆนั้น...เพลงจากพ่อแม่ที่แสนจะเข้าใจยาก


ใครๆที่เคยฟังเขาเล่นทุกคนก็ชมเปาะว่าอัจฉริยะ แต่ทั้งที่ความจริงมีอยู่บางเรื่องที่เขาแสนจะโง่เขลา


หากพ่อกับแม่อยู่เขาก็อยากจะถามว่า เขาขาดอะไร ความสามารถของเขาไม่เพียงพอที่จะรับรู้ถึงข้อความทางท่วงทำนองที่ท่านทิ้งไว้ให้หรือเปล่า...


มันจะต้องใช้เวลาเท่าไหร่ ที่ลูกโง่ๆคนนี้จะค้นพบมัน


เล่นเพลงๆนั้นได้อย่างภาคภูมิใจ...แล้วประจักษ์ได้ว่า เด็กกำพร้าที่ไม่เคยมีอะไรคนนี้ ยังมีพ่อกับแม่บังเกิดเกล้าให้คิดถึง


มันจะอีกนานแค่ไหน หรือจะไม่มีทางทำสำเร็จไปชั่วชีวิต


ตึง!


โน้ตตัวสุดท้าย ของเพลงสุดท้ายในหนังสือรวมเพลงจบลงพอดี ความเงียบเข้าปกคลุมอีกครั้งเมื่อเด็กหนุ่มนั่งสูดหายใจเข้าออกเพื่อพักเหนื่อยและกล้ามเนื้อมือ สะบัดหัวไปมาไล่ความคิดท้อแท้ที่ทำให้เสียสมาธิ ดึงตัวเองกลับเข้าสู่โลกภายนอกห้วงอารมณ์ ในใจก็บ่นกระปอดกระแปดว่าถึงแม้ว่านี่จะเป็นคฤหาสน์ต้องห้าม แต่ที่นี่ก็กรุงเวียนนาเชียวนะ ทำไมถึงได้เงียบเชียบอะไรขนาดนี้


กุกกักๆ


ว่าแล้วคนที่เกลียดความเงียบก็หัวใจกระตุกวูบ ดวงตาสีมรกตเบิกโตขึ้นแล้วตวัดมองไปที่ประตูแทบจะทันที ท่ามกลางความเงียบมีเสียงแปลกประหลาดชวนให้คิดว่ามีขโมยเข้ามานั้นกำลังทำให้เขาเริ่มกลัวอย่างจับขั้วหัวใจ เฉยไว้...บางทีหูอาจจะแว่ว


กุกกักๆ


ตึก..ตึก..ตึก


เสียงเจ้ากรรมยังคงดังอยู่ภายนอกราวกับตอกย้ำคนอยู่คนเดียวให้มั่นใจว่าหูของเขายังแม่นเท่าเดิม ซ้ำช่วยเพิ่มเสียงเหมือนกับมีคนเดินมาด้วย คราวนี้นอกจากจ้องไปที่ประตูไม่กระพริบ ร่างบางตัดสินใจเดินเข้าไปหามันช้าๆในมือยังเปล่าไม่ได้ถืออะไรสักอย่าง ก็ต้องโทษเจ้าห้องเปียโนนี่แหล่ะที่ไม่มีเฟอร์นิเจอร์อะไรสักอย่างให้เป็นอาวุธป้องกันตัว จะมีก็แต่โน้ตเพลงที่หนาเป็นปึก แต่ของแบบนั้นไม่มีทางทำอันตรายใครได้


แต่เฉยไว้...ที่นี่มันอยู่ในการดูแลของราชสำนักใครมันจะกล้ากระตุกหนวดเสือ


อาจจะเป็นไอ้ผู้กองบ้านั่น!


คิดเสร็จสรรพก็เปิดประตูออกมา ทางเดินชั้นสองสลัวๆเพราะไฟบางดวงเปิดบ้างปิดบ้างด้วยความนึกเกรงใจของเด็กหนุ่มที่ว่า มาอยู่ที่ของเขาก็ไม่ควรใช้อย่างสิ้นเปลือง


เรือนร่างบางย่องๆออกมาทั้งชุดนอนปาจาม่า มือและเท้าเล็กๆขาวผ่องชื้นไปด้วยเหงื่อ มองซ้ายทีขวาทีอย่างระแวง


“นี่ผู้กอง!! นั่นนายใช่มั้ย!


ความเงียบเป็นคำตอบ ทำให้คนตะโกนถามหน้าซีดเผือด เตรียมตัวเตรียมใจเอาไว้แล้วว่าถ้าต้องเจอคนที่ไม่ใช่ยามาโมโตะ ทาเคชิต้องทำอย่างไร ถ้าเป็นขโมย ง่ายหน่อย กระโดดถีบมัน เสียสละแจกันมีราคาทุบหัวมันเข้า แต่ถ้าหากเป็นเจ้าของคฤหาสน์หลังเก่าที่ยังยืนยันความเป็นความตายไม่ได้...
รีบขอขมาท่าน แล้วก็เผ่น!


“ผู้กอง! นายอย่ามาล้อฉันเล่นแบบนี้นะ มันไม่ตลก!!


ตึก...ตึก


ตอนนี้ร่างของเข้าสั่นสะท้านไปทั่วทั้งตัว เสียงขนหัวลุกนั่นดังอยู่ใกล้ๆริมหู แต่ขาสองข้างก็ยังอุตส่าห์กล้าหาญชาญชัยกว่าหัวใจพาร่างกายเดินถอยหลังอย่างช้าๆ ตามองหน้า ส่วนขาถอยหลัง ถอยหลัง...แล้วก็ถอยหลัง


ตุบ!


เอาเข้าแล้วไง!!?


สัมผัสของแผ่นหลังที่ชนกับอะไรบางอย่างที่ไม่ใช่อากาศทำให้โกคุเดระแทบจะกรีดร้องออกมาอย่างบ้าคลั่ง ใบหน้างามเหยเกเหมือนจะร้องไห้น้ำตาไหลพรากๆ เท่านั้นไม่พอมันยังเพิ่มความน่ากลัวตรงที่ว่า อะไรก็ไม่รู้ข้างหลังยังตะปบมือหมับเข้าที่ไหล่ยึดไว้ไม่ให้เขาหนีอีกด้วย!


อ๊ากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก!!!!!!!


“ฉันขอโทษๆๆ!! เอ๊ย ไม่สิ! หม่อมฉันขออภัย หม่อมฉันไม่ได้ตั้งใจบุกรุกสถานที่นะกระหม่อม ทั้งหมดเป็นเพราะไอ้ผู้กองบ้านั่น! พระองค์ไปหามันเถอะนะ อย่าทำอะไรหม่อมฉันเลยยยย!!” หลับตาปี๋พล่ามออกมายาวเยื้อยซ้ำยังเร็วจนลิ้นพันกัน จะอะไรก็แล้วแต่ จะฟังรู้เรื่องหรือไม่ ตอนนี้ขอโทษไปก่อนเป็นพอ ให้เขารู้ว่าเราไม่ได้ตั้งใจและไม่มีประสงค์ร้ายจริงๆ


“ถ้าเจ้าชายมาหาฉันจริงๆ ก็ดีสิ”


เสียงตอบกลับที่คุ้นเคยของคนข้างหลังเจืออาการกลั้นหัวเราะอย่างสุดความสามารถดังขึ้น ทำให้ร่างบางเบิกตาโพลงหันกลับไปประจันหน้ากับคนบุกรุกยามวิกาลซ้ำยังทำให้เขาแสดงละครลิงขอโทษขอโพยเจ้าชายที่ไหนก็ไม่รู้เป็นวรรคเป็นเวร ใบหน้าคมคายกลั้นยิ้มจนขึ้นสี เช่นเดียวกับหน้าขาวๆของอีกฝ่ายที่แดงผ่าวเหมือนกัน เสียแต่ว่ามันไม่ใช่ขำ แต่คือทั้งโกรธทั้งอาย


“จะเข้าก็เข้ามาดีๆแล้วให้ซุ่มให้เสียงบ้างมันจะตายหรือไง!?


น้ำเสียงบ่งบอกว่าหงุดหงิดจัด ทั้งที่ในใจกลับโล่งอกอย่างแปลกประหลาดที่เป็นคนๆนี้ ตั้งแต่หัวจรดเท้าหมอนี่ยังคงอยู่ในเครื่องแบบ บางทีอาจจะยังไม่ได้กลับบ้านไปพักผ่อนหรือแม้กระทั่งรับประทานอาหารเย็น


“แล้วนี่ไปไหนมา อย่าบอกนะว่าจะไปทำงานรอบดึกเอาแต้ม” คิ้วเข้มเลิกขึ้นนิดๆกับคำว่าเอาแต้ม โกคุเดระคงเข้าใจผิด การทำแต้มที่ดีที่สุดคือการไปจับเจ้าชายมาให้เร็วๆ แต้มจะขึ้นชนิดที่ว่าส่งเขาไปถึงผู้พันได้เลย แต่ถ้าไม่ใช่เรื่องงานเขาเข้าใจถูกแล้วว่า บางทีที่เขามาที่นี่อาจจะต้องการทำแต้มอย่างอื่นก็ได้


มันเกิดอาการห่วงจนต้องพักงานเอาไว้สักครู่แล้วรีบมาที่นี่ทั้งที่เหนื่อยแสนเหนื่อย แต่พอเห็นหน้าตาแล้วก็ฟังเสียงโวยวายของคนๆนี้แล้ว มันก็หายไปเป็นปลิดทิ้ง


แต่ก็ยังต้องห่วงหนักเพราะเจ้าตัวยังคงบ่นเจื้อยแจ้ว ดูท่าแล้วยังไม่ได้หลับได้นอน


“ทำไมยังไม่นอน รู้มั้ยว่ามัน...”


“นี่นายกินข้าวมายัง?” คำถามแทรกมาทันทีที่ไม่จบประโยคทำเอายามาโมโตะกะพริบตาปริบๆ “ทำหน้าแบบนั้นยังไม่ได้กินใช่มั้ย เป็นทหารบ้าอะไรไม่รักษาสุขภาพเอาซะเลย ในครัวมีซุปครีมข้าวโพดรองท้อง ไปกินดิ”


คำไล่ที่ฟังดูอย่างไรก็อ่อนโยนรื่นหู ดวงหน้านวลที่แต่งแต้มไปด้วยสีเรื่อผุดผาดภายใต้แสงไฟสลัวน่ามองอย่างไม่รู้เบื่อ ร่างสูงถอนหายใจยาว ความอ่อนล้าทางร่างกายมันก็มีมากพออยู่แล้ว แต่ร่างบางเบื้องหน้ายังสร้างความเหนื่อยใจให้เขาเป็นทบทวีโดยไม่รู้จะทำอย่างไรกับอีกฝ่ายดี ก็จะให้เขาใจอ่อนไปถึงเมื่อไหร่ถึงจะพอ


“นายควรจะไปนอนได้แล้ว โกคุเดระ” ไม่พูดเปล่า มือแกร่งยังคว้าเข้าที่ต้นแขนแล้วจัดการลากคนดื้อไปห้องนอนเช่นเดียวกับคนถูกลากที่เริ่มแหกปากประท้วงทันทีเป็นของคู่กัน


“เฮ้ย เจ้าบ้า! ปล่อยฉัน ฉันยังไม่ง่วง นี่นายถ่อกลับมาเพียงเพื่อไล่ฉันนอนเนี่ยนะ!


“ถ้าใช่แล้วจะทำไม”


“อย่าจู้จี้ไม่เข้าเรื่องน่า!


“ก็แล้วฉันเป็นห่วงสุขภาพของคนในปกครอง มันผิดตรงไหน”


เพียงเท่านั้น ร่างบางถึงได้เงียบกริบ ดวงตาสีน้ำตาลเปลือกไม้คมฉายแววดุเจืออาการเป็นห่วงอย่างที่ปากว่าทำให้เถียงอะไรไม่ออก จึงได้แต่ก้มหน้างุดปล่อยให้เขาดึงตัวเข้าห้องนอนได้สำเร็จ ยามาโมโตะไม่แม้แต่จะเปิดไฟเพราะกลัวอีกฝ่ายจะไม่ยอมนอนอีก เขาถึงต้องเดินดุ่มๆกลางความมืดแล้วจับคนดื้อไปนอนที่เตียง จัดการดึงผ้าห่มห่มให้เป็นที่เรียบร้อย


“นายทำอย่างนี้ ฉันจะได้เป็นง่อยสักวัน” คนตัวเล็กบนเตียงบ่น เรียกรอยยิ้มอ่อนโยนของเขาในความมืด ถึงจะมองไม่เห็น แต่ก็สัมผัสได้


“ฉันทำเพราะฉันสบายใจ...และอีกอย่างก็เพื่อนาย”


โกคุเดระส่งเสียงชิเบาๆก่อนจะพลิกตะแคงไปอีกทาง แต่ยามาโมโตะก็ยังคงนั่งอยู่ข้างเตียงอยู่อย่างนั้น มองคนที่ปากบอกว่าไม่ง่วง แต่ไม่ทันถึงสิบนาทีร่างเล็กก็นิ่ง เงียบ มีเพียงไหล่เล็กๆนั้นขยับขึ้นลงอย่างสม่ำเสมอ


ร่างสูงถอนหายใจพรืด ดวงตาอ่อนโยนทอดมองร่างบางที่นอนอยู่อย่างเหนื่อยใจแกมเอ็นดู ใครจะไปรู้ว่าเด็กอายุขนาดนี้ที่เขาไปพบโดยบังเอิญจะดันเป็นว่าที่เจ้าชายรัชทายาท เป็นคนที่ยืนอยู่ในจุดที่ยามาโมโตะมองเห็นได้จากระยะไกลแต่ตอนนี้อยู่ใกล้เขาเพียงมือเอื้อมไปสัมผัส และใครจะไปรู้ว่าคนอย่างเขานั้นนอกจากจะได้สัมผัสกับศึกสงคราม งานอารักขาประเทศและเป็นอัศวินติดตามเจ้าชาย จะได้สัมผัสกับความรู้สึกดีๆที่ได้จากการดูแลคนๆหนึ่ง


แต่มันอาจจะหายไป หากฐานันดรของโกคุเดระ ฮายาโตะคือเจ้าฟ้าผู้สูงศักดิ์


ดูแลแต่ไม่มีสิทธิ์ห่วงใย ความใกล้ชิดในความเหินห่าง ไม่มีสิทธิ์แม้จะทำเสียงแข็งๆใส่เจ้าคนดื้อ


จะเป็นอะไรไหม? หากเขามีความคิดแปลกประหลาด ไม่อยากให้คนๆนี้เป็นเจ้าชาย...



หึ...เขานี่ท่าจะบ้า






ร่างสูงของผู้กองแห่งราชสำนักเดินทอดน่องขึ้นบันไดคฤหาสน์ตัวเอง รอยแย้มบางๆบนดวงหน้าคมคายบ่งบอกถึงอารมณ์ที่ดีหาได้ยากจากคนทำงานแล้วกลับเข้าบ้านตอนตีหนึ่งเศษ และอารมณ์ดีของยามาโมโตะจะไม่ถูกขัดถ้าหากว่าห้องโถงรับแขกของเขามันจะไม่มีใครอยู่ตามปกติของเวลากลางดึก


“กลับดึกลับดื่นแบบนี้ เหนื่อยแย่เลยนะครับ ผู้กองยามาโมโตะ”


เสียงนุ่มทุ้มของใครคนหนึ่งที่นั่งไขว่ห้างอยู่บนโซฟาทำให้คนถูกเรียกชะงักฝีเท้า ดวงตาคมหันไปมองอาคันตุกะไม่ได้รับเชิญยามวิกาลแล้วแค่นหัวเราะหึ สีหน้าปั้นยากบนใบหน้าคมคายแสดงชัดเจนว่าไม่ค่อยอยากสนทนากับคนๆนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลาเหนื่อยๆ


“นายควรจะรู้เวลาที่จะมาบ้านคนอื่นเขาบ้าง ท่านคีตกรหลวง โรคุโด มุคุโร่” ท่านคีตกรหลวงหัวเราะรับคำตำหนิ ดวงตาสองสีระหว่างแดงและน้ำเงินมองเจ้าของบ้านที่เดินมานั่งโซฟาตรงข้ามตนเอง ดวงหน้าเจ้าเล่ห์แย้มรอยยิ้มพราย ก่อนจะต่อคำเย้าโดยไม่เกรงกลัวสายตาเย็นเยียบของอีกฝ่าย


“คุยกับผมสักครู่ ไม่เปลืองเวลาและพลังหรอกมั้งครับ แต่คุณก็คงจะเหนื่อยอีกไม่นาน ผมทราบมาบ้างว่าคุณไปเจอนักเปียโนน่าสนใจ ซึ่งเปอร์เซ็นต์ที่จะเป็นเจ้าชายรัชทายาทยังสูงลิ่ว นำหน้าคนอื่นไม่เห็นฝุ่น....โกคุเดระ ฮายาโตะ เขาอยู่ในความดูแลของคุณใช่ไหมครับ”


“ข่าวนายนี่ไวเสมอเลยนะ มุคุโร่”


“คงไม่ไวเท่าคุณ ไม่เช่นนั้นไนติงเกลคงอยู่ในความดูแลของผม”


มุคุโร่สวนกลับไปอย่างไม่สะทกสะท้าน เรื่องในอดีตถูกขุดมาถากถางทั้งที่สีหน้ายังคงมีรอยยิ้มละไมทำให้มุมปากของผู้กองหนุ่มตวัดเป็นรอยยิ้มบ้าง ยามาโมโตะไหวไหล่น้อยๆราวกับไม่สนใจ เป็นวันที่เขารับตำแหน่งพร้อมภาระตามตัวเจ้าชายรัชทายาท ไนติงเกลเลยเป็นเหมือนสินค้าแถมให้อีกหนึ่ง ซึ่งเขาฉกตัดหน้าคีตกรหลวงไปอย่างน่าเสียดาย


“แล้วตกลงนายมีเรื่องอะไร”


“คิวของหนุ่มน้อยคนเก่งของคุณมาถึงแล้ว องค์จักรพรรดิทรงกำหนดงานแสดงดนตรีในวันมะรืนนี้ และให้โอกาส โกคุเดระ ฮายาโตะเข้าเฝ้า”


“ถ่อมาถึงที่นี่ นายคงไม่ได้มีเรื่องแค่นี้หรอกใช่มั้ย”


นิสัยชอบระแวงและเคร่งเครียดจริงจังของคนตรงหน้าทำให้ท่านคีตกรหลวงช่างยั่วแย้มยิ้มพราย ในหัวก็จุดประกายความคิดว่าเจ้าผู้กองที่เขารู้จักมาตั้งแต่เด็ก มักชาญฉลาดในเรื่องที่ไม่เป็นเรื่อง แล้วจะมองเขาออกทุกครั้ง เพราะอย่างนี้เขาถึงได้ชอบจี้จุดให้มาดมันหลุดบ่อยๆ และเผื่อใจไว้บ้างว่าจะโดนเอาคืนอย่างเจ็บแสบไม่แพ้กัน


...คีตกรหลวงมุคุโร่รู้สึกแขยงผู้กองยามาโมโตะที่สุดของความรู้สึก และแน่นอนว่ายามาโมโตะก็หมั่นไส้มุคุโร่เต็มหัวใจ เพราะแบบนี้ถึงได้รักษาความเป็นเพื่อนมาได้ตลอดสิบกว่าปี


“ก็นะครับ...นั่นก็แค่ฝ่ายในเขาฝากมา...แต่สำหรับหน้าที่ของผมที่เป็นคีตกรหลวง ผมมีหน้าที่ต้องพูดคุยและอบรมนักดนตรีก่อนทำการแสดงต่อหน้าพระพักตร์”


“มุคุโร่...เขาไม่มีอะไรให้นายต้องอบรม”


เสียงเรียบเฉยหากแต่เย็นเยียบตอบกลับทันทีโดยที่ไม่ทันคิด เรียกคิ้วเรียวให้เลิกขึ้นน้อยๆ ดวงตาสองสีแสร้งหรี่ลงอย่างสงสัย ทั้งที่พอใจกับปฏิกิริยาโต้ตอบหนักหนา


“หวง...งั้นเหรอครับ”


“ก็ไม่เชิง” น้ำเสียงเรียบๆของผู้กองหนุ่มตอบทันที “ก็แค่ไม่อยากให้นายไปยุ่งเท่าไหร่ หมอนั่นเป็นคนในปกครองของฉัน”


“คุณทำตามหน้าที่ของคุณ ผมทำตามหน้าที่ของผม”


คีตกรหลวงผู้มากเล่ห์ขยับรอยยิ้มบาง ทำให้ดวงตาสีน้ำตาลเปลือกไม้คมกริบปราดเข้าจ้องหน้าเจ้าคนชอบกวนอารมณ์ให้ขุ่น ในใจของผู้กองหนุ่มเริ่มดำดิ่งสู่ห้วงอารมณ์ที่ไม่แน่นอนทันทีที่คำว่า หน้าที่ ก้องกังวานอยู่ในโสตประสาท แต่เจ้าคนที่เป็นทั้งเพื่อนทั้งศัตรูก็ยังคงไม่เกรงว่ากำลังทำให้ใครหงุดหงิด โดยเฉพาะประโยคย้ำต่อมาที่ฟังเป็นการเป็นงานคล้ายจะเตือนสติ


“โกคุเดระ ฮายาโตะอาจจะเป็นคนๆนั้น คนที่มีความสำคัญพลิกชะตาบัลลังก์ออสเตรีย อย่าคิดอะไรแปลกๆ ผู้กองยามาโมโตะ ทาเคชิ”


อะไรล่ะ? ที่ว่าแปลกนั่นน่ะ


ยามาโมโตะยิ้มเจื่อน ถอนหายใจยาว พึมพำเบาๆเหมือนพูดกับตัวเองมากกว่าโต้ตอบใครอีกคน

“ถึงมันจะแปลก ทำไงได้ล่ะ ก็ฉันคิดไปเรียบร้อยแล้ว”


.


.


.
TBC...

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น