หน้าเว็บ

วันเสาร์ที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2557

Fic KHR [8059] My wind...our wind : Chapter4



Fic KHR [8059]
My wind...our wind
Dark Drama  Action
NC-17

คำเตือน : เนื้อหาในเอนทรีนี้มีเนื้อหาเกี่ยวกับชายรักชายหากท่านใดไม่ต้องการรับรู้หรือรับไม่ได้ กรุณาปิดหน้าต่างนี้ไปค่ะ



Chapter 4 สัญญาที่ฉัน(จำเป็น)ต้องทำ



“เอกสารชุดใหม่ครับ รุ่นที่สิบ” มือขวาร่างโปร่งบางวางแฟ้มเอกสารสี่ห้าแฟ้มลงบนโต๊ะของนภาแห่งวองโกเล่ที่นั่งง่วนกับการเซ็นชื่อยิกๆ กองเดิมยังไม่เสร็จ


“หา...เหลืออีกตั้งเยอะหรอเนี่ย นึกว่ากองสุดท้ายแล้วซะอีก” มือแทบจะหักแล้ว แล้วนี่มันจะเที่ยงคืนแล้วเนี่ย จะได้หลับได้นอนมั้ยว้า~


“เหนื่อยหน่อยนะครับ นี่ชุดสุดท้ายแล้ว ถ้ายังไงให้ผมช่วย...”


“อะ เอ่อ อย่าเลยโกคุเดระคุง” นภาแห่งวองโกเล่โบกมือเป็นระวิง พร้อมรีบกอบเอกสารในมือของมือขวามาถือไว้ “เรื่องแค่นี้เอง อย่าลำบากเลยนะ อีกอย่างวันนี้โกคุเดระคุงก็ไปทำงานข้างนอกมาทั้งวันไม่ใช่หรอ ไปพักผ่อนเถอะหน้านายซีดมากเลย ถ้าไม่สบายจะแย่เอา”


หน้านายซีดจริงๆ นะ เพราะทำงานหักโหมให้ฉันเมื่อหลายวันก่อนแท้ๆ


“อ่า...ครับ แต่นี่มันดึกแล้ว รุ่นที่สิบก็สมควรไปพักผ่อนนะครับ” ทำงานที่ไหนกัน เสียเวลาตอนไปส่งไอ้บ้าเบสบอลนั่นแหล่ะ เรื่องนี้จะให้รุ่นที่สิบรู้ไม่ได้ รู้เมื่อไหร่ขายหน้าตาย


“อืม เดี๋ยวอีกแป๊บนึงละกัน เอาให้หมดกองนี้ก่อน” นภาแห่งวองโกเล่ไม่ปฏิเสธว่าเขาก็ง่วงเต็มที แต่อุตส่าห์ถ่างตาทำเหมือนไม่ง่วงให้เป็นที่สบายใจของร่างโปร่งบาง แต่อย่างไรซะก็ปิดไม่มิดอยู่ดี


“อย่าฝืนเลยครับ  ผมไปเอากาแฟมาให้นะครับรุ่นที่สิบ รับรองก็สร่างแน่ๆครับ” มือขวารีบกุลีกุจอออกไปจากห้องโดยไม่ฟังคำตอบรับของนภาแห่งวองโกเล่ แต่คิดว่าถ้าตอบไปมือขวาตัวดีก็คงไม่ฟัง


กาแฟที่โกคุเดระคุงชงหรอ...



ต่อให้ง่วงฉันก็ข่มตานอนไม่ลงแน่ๆ!






อืม...ห้องครัวๆ ร่างโปร่งบางเดินมองที่เรียงรายทั้งซ้ายและขวา คฤหาสน์ออกใหญ่โตขนาดนี้ หาห้องๆหนึ่งมันก็ไม่ต่างกับงมเข็มในมหาสมุทรเท่าไหร่ แถมเคยมาแค่ครั้งเดียวตอนที่ชงกาแฟให้นภาแห่งวองโกเล่ดื่มครั้งแรก หลังจากนั้นนภาก็ไม่เคยให้เขามาเหยียบห้องครัวอีกเลย


ก็ไม่แปลกที่จะลืม...


ห้องนี้สินะ ร่างโปร่งบางหยุดที่ห้องใหญ่พอสมควร ที่รู้ก็เพราะหน้าห้องมีคำว่า ห้องครัวเป็นภาษาอิตาลีเด่นหรา ดูเหมือนในห้องจะมีกลิ่นกาแฟหอมกรุ่นลอยโชยมาจางๆถึงหน้าห้องอีกด้วย


ใครมาทำอะไรดึกๆดื่นๆอย่างนี้วะ


คงจะเป็นเจ้าจางนีนิล่ะมั้ง เจ้านั่นนอนดึกจะตาย


ฉันเข้าไปนะ จางนีนิ


...” ไม่มีเสียงตอบรับกลับมา ร่างโปร่งบางจึงถือวิสาสะเปิดประตูเข้าไป


เฮ้ย แก๊!!!!”


ไง โกคุเดระ ฮายาโตะ” คนที่อยู่ในห้องไม่ใช่วิศวกรประจำแฟมิลีแต่กลับเป็นชายหนุ่มร่างสูงในชุดยูคาตะสีเข้มสบายๆ แต่ก็ถือเป็นบุคคลอันตรายที่ไม่ค่อยมีใครอยากเข้าใกล้กำลังใช้ช้อนคนแก้วกาแฟที่มีควันลอยโชยออกมาบางๆ


“นอกจากจะเข้าประชุมสายแล้ว นายยังนอนดึกเกินเวลาอีก แหกกฎได้ทุกเวลาเลยนะนาย”


ตูนอนดึก... แล้วไฉนเอ็งยังยืนหัวโด่อยู่ไม่เอาหัวไปมุดหมอนล่ะฟะ


“หนวกหูเฟ้ย! ฉันเป็นมือขวาของรุ่นที่สิบ งานมันต้องเยอะเป็นธรรมดา ไม่ได้นั่งกินตำแหน่งไปวันๆเหมือนแก!


คำพูดของมือขวาปากไวไปโดนต่อมโมโหหรือที่เรียกสำหรับเมฆาคนนี้ก็คือ ต่อมอยากขย้ำคน เข้าจังๆ ร่างสูงโปร่งค่อยๆก้าวมาหาพร้อมทอนฟาเหล็กคู่ใจที่เอาตลอดเวลาไม่เว้นแม้แต่ตอนนอน ซึ่งตอนนี้ในมือของร่างโปร่งบางเองก็มีไดนาไมต์เตรียมเอาไว้อยู่แล้ว


อยากเกรียมก่อนนอนก็เอาสิฟะ


พริบตาเดียวไม่ทันที่จะได้หายใจออก ผู้พิทักษ์ที่แข็งแกร่งที่สุดก็เข้าประชิดตัวร่างโปร่งบางเหล็กเย็นเฉียบแตะที่ปลายคางอย่างหมิ่นเหม่ ดวงตาสีรัตติกาลจ้องหน้าร่างโปร่งบางไม่ต่างกับยมทูตตัดสินวิญญาณ


ดูเหมือนจะยังมีห่วงสินะ ฉันไม่อยากฆ่าคนที่ไม่หมดห่วง


กลัวฉันกลายเป็นผีแล้วไปหลอกแกรึไงวะ!!!  จะมีห่วงหรือไม่ห่วงแกก็ซัดเรียบหมดแหล่ะ ทำเป็นพูดดี


“เฮอะ คนอย่างฉันจะมีห่วงอะไร ถอยไปเฟ้ย! ฉันมาเอากาแฟให้รุ่นที่สิบ!” มือบางๆผลักคนตัวสูงกว่าให้ถอยห่าง แต่แน่นอนว่าไม่เป็นผล เรี่ยวแรงของร่างโปร่งบางไม่เคยสู้คนที่อยู่ตรงหน้าไหวอยู่แล้ว และยิ่งตอนค่อนข้างจะไม่สบายอย่างตอนนี้ก็ยิ่งไม่ไหวเข้าไปใหญ่


“งั้นเรอะ” ริมฝีปากของเมฆาเหยียดยิ้ม ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็น


“เจ้านั่นสำคัญกับนายมากนี่”


เจ้านั่นหมายถึงรุ่นที่สิบน่ะเรอะ


“ของมันแน่อยู่แล้วเฟ้ย!


“ถ้าอย่างนั้นฉันปล่อยแกไปสักวันก็ได้” ผู้พิทักษ์เมฆาเอาทอนฟาลงพร้อมหันหลังกลับ เล่นเอาคนตัวเล็กกว่าหน้าเหวอไปไม่ใช่น้อย


กินกาแฟทำให้บุคลิกคนเปลี่ยนไปได้รึไงวะ หรือว่ามันง่วงจนขี้เกียจเถียงกับเราแล้ว


“แกเองก็สำคัญกับมันมากนี่ อย่าด่วนตายไปก่อนละกัน”


“หา ว่าไงนะ” เสียงของผู้พิทักษ์เมฆาเบาไปตามที่เจ้าตัวเดินออกไปจากห้องไกลเรื่อย ๆ มันเบามากซะจนร่างโปร่งบางจับศัพท์ไม่ได้สักตัว ได้แต่ทำเสียงจิ๊จ๊ะในลำคออย่างขัดใจ


“ฮึ่ย โชคร้ายอะไรวะที่มาเจอมัน ป่านนี้รุ่นที่สิบไม่รอแย่แล้วหรอเนี่ย” ดวงตาสีมรกตกวาดหาแก้วบนเคาท์เตอร์ แต่ก็ต้องสะดุดเมื่อเหลือบไปเห็นแก้วกระเบื้องใบสวยใบหนึ่งที่มีกาแฟ ครีมเทียม และน้ำตาลอีกสองก้อนเหมือนเตรียมเอาไว้แต่ยังไม่เห็นมี น้ำร้อนใส่


“ของใครน่ะ นอกจากฮิบาริกับเราแล้วก็ไม่มีใครนี่หว่า” ถึงปากจะว่าไปนั่นแต่ก็ยกแก้วกระเบื้องขึ้นแล้วเติมน้ำร้อนลงไปทันที ของใครเขาก็ไม่มีทางสนอยู่แล้ว ถึงแม้กาแฟที่เหมือนลาภตกใส่แก้วนี้จะมีความเป็นไปได้เพียงหนึ่งเดียวตาม...



ฮิบาริ...



นี่แก...




แกกินกาแฟทีเดียวสองแก้วเชียวเรอะ!!!






“รุ่นที่สิบครับ กาแฟ...” คำพูดของร่างโปร่งบางกลืนหายเข้าไปในลำคอ เมื่อเดินถือกาแฟเข้ามาในห้องแล้วเห็นนภาฟุบหลับกับโต๊ะทำงานทั้งที่ในมือยังถือปากกาเอาไว้ เอกสารกองโตยังวางไว้บนโต๊ะเหมือนเดิม


ร่างโปร่งบางถอนหายใจเฮือกใหญ่ก่อนจะวางแก้วกาแฟลง ค่อยๆหยิบปากกาออกจากมือนภาพร้อมถอดเสื้อนอกมาคลุมร่างเล็ก ๆ เอาไว้


“รุ่นที่สิบทำงานหนักเกินไปแล้วนะครับ...” ร่างโปร่งบางเปรยขึ้นเบาๆ แต่คนที่พูดถึงยังหลับตาพริ้มในห้วงของนิทรา ไม่ได้ยินแม้แต่น้อย แล้วค่อยๆกอบเอกสารทั้งหมดบนโต๊ะมาไว้ในอ้อมแขน


“ได้โปรด ให้ผมได้แบ่งเบาภาระของรุ่นที่สิบบ้าง เอกสารที่เหลือนี่ผมจะเป็นคนทำแทนเองครับ”
นภาต้องโอบอุ้มทุกสิ่งทุกอย่างเอาไว้  แม้ภาระอันเหนื่อยแสนเหนื่อยแต่ไม่เคยร้องขอความช่วยเหลือ



ดังนั้นสายลมที่เปรียบเสมือนผู้หนุนรับท้องฟ้าคนนี้...



จะแบ่งเบาความเหนื่อยของนภาเอง...



แม้ว่า...สายลมที่พัดอย่างโหมกระหน่ำลูกนี้จะอ่อนกำลังลงก็ตาม...







ตึกวายุ


กลับมาแล้วเหรอครับท่านโกคุเดระ ผู้ดูแลประจำตึกหรือเลขาส่วนตัวของร่างโปร่งบางเอ่ยถามพร้อมเปิดประตูให้


เออ ที่นี่มีปัญหาอะไรมั้ย ตอนที่ฉันไม่อยู่


ไม่มีครับ... ชายหนุ่มตอบแล้วทำหน้าครุ่นคิดเหมือนติดใจอะไรบางอย่างก่อนจะร้องออกมา อ้อ!  แต่เมื่อสักครู่ มีโทรศัพท์มาถึงท่านโกคุเดระครับ


หา?” ร่างโปร่งบางขมวดคิ้วจนเป็นโบว์ ใคร?”


ท่านยามาโมโตะครับ โทรมาเป็นสิบๆ สายตั้งแต่เย็น แต่ผมบอกเขาไปแล้วว่าท่านโกคุเดระไม่ว่าง จะให้โทรกลับน่ะครับ
คำตอบของเลขาคนสนิททำเอาดวงตาสีมรกตเบิกโพลง ดีที่เรี่ยวแรงยังพอมีที่จะอุ้มเอกสารเหลืออยู่


ยะ ยะ ยามาโมโตะน่ะเรอะ!!!” ชิบหาย! ไม่มีงานมีการทำรึไงวะ ถึงโทรมาป่วนตึกฉันจนสายแทบไหม้ อิตาลีเหนือนี่มันไม่มีงานสักงานเลยเรอะถ้ายังไงงานตัดหญ้า ให้อาหารหมาน่าจะว่างอยู่ ทำไมไม่ไปทำล่ะฟะ


ครับ ท่านยามาโมโตะ โทรมาทุกชั่วโมงเลยครับ ท่าทางมีเรื่องสำคัญ


เฮอะ อย่างหมอนั่นมันจะมีอะไร ถ้าวันหลังมันโทรมาอีก ดึงสายออกเลย!” ร่างโปร่งบางขึ้นเสียงออกคำสั่งอย่างไม่สนใจก่อนจะเดินขึ้นห้อง ปล่อยให้ลูกน้องยืนงงเกาหัวแกรกๆ อยู่ตรงนั้น 


แต่ที่แน่ๆก็คือ ร่างโปร่งบางไม่อยากคิดถึงมือถือของตัวเองเลย ขนาดโทรศัพท์ของตึกยังตั้งขนาดนั้น ไม่รู้ว่าในมือถือจะมีเบอร์ไม่ได้รับสักกี่สาย...



โทรศัพท์ตู...พังไปแล้วมั้ง





ตึง!


แฟ้มเอกสารที่ใหญ่โตเป็นน้องๆภูเขา ถูกวางลงบนโต๊ะทำงานที่มีเอกสารวางกองเป็นชุดๆ เกือบจะเต็มโต๊ะอยู่แล้ว พอเพิ่มแฟ้มที่เพิ่งจะหอบมานี่ ก็เป็นอันว่าเต็มพอดี


ร่างโปร่งบางทิ้งตัวลงบนเก้าอี้นวมตัวใหญ่แล้วหยิบมือถือที่ปิดมันเอาไว้ตั้งแต่กลับมาจากสนามบินมาเปิดเครื่อง แล้วข้อมูลการใช้โทรศัพท์ก็ฟ้องด้วยตัวเลขน่าเหนื่อยใจพอๆ กับเอกสารกองโตบนโต๊ะ


เบอร์ที่ไม่ได้รับ


Yamamoto 78 สาย


เฮือกไอ้ทุเรศ! เอาเวลาที่ไหนโทรมาตั้งเจ็ดสิบกว่าสายฟะ! สมองมีเท่าหัวแม่มือรึไง ถึงจำไม่ได้ ว่าฉันจะโทรไปหาแกเองน่ะ      

ร่างโปร่งบางปิดโทรศัพท์ลงอีกครั้ง ก่อนจะยัดมันลงลิ้นชักแล้วใช้กุญแจปิดตายมันอย่างไม่ใยดี มือบางคว้าเอกสารกับปากกามาเขียนต่อจากนภาแห่งวองโกเล่อย่างเอาเป็นเอาตาย ไม่ได้สนใจเลยว่าสภาพร่างกายมันใกล้จะเกินขีดจำกัด


มันแย่...ฉันรู้


แต่เพราะไอ้ประโยคประโยคหนึ่งนี่แหล่ะที่มันน่าหมั่นไส้ซะจนกลายเป็นแรงกระตุ้นชั้นดียิ่งกว่ากินยาบ้า


สัญญากับฉันว่านายจะดูแลตัวเองให้ดี อย่าทำงานหามรุ่งหามค่ำแบบหลายวันก่อนอีก”


กล้าดียังไงถึงมาสั่งฉันแบบนั้น  เมื่อแกไม่ทำตามข้อสัญญาของฉัน อย่าหวังเลยเฟ้ยว่าฉันจะทำตามคำสั่งของแก!


“สัญญาว่าอย่าหักโหมทำงานจนดึกจนดื่น”


ร่างกายก็ร่างกายฉัน  ไปหนักส่วนไหนของแกไม่ทราบ!


“สัญญาว่าห้ามอดข้าวอดน้ำ”


กระเพาะก็กระเพาะฉัน ฉันไม่กินแล้วมันทำให้แกหิวรึไง!


“สัญญากับฉันนะโกคุเดระ...”


“โว้ย! จะมายุ่งอะไรกับฉันนักหนา ฮะ!!!” ปากกาวางกระแทกลงอย่างแรง มือบางขยี้หัวสีเงินจนยุ่งเหยิงพยายามไล่ไอ้คำพูดที่เจ้าตัวคิดว่าไร้สาระสิ้นดีออกไปจากหัว


ไร้สาระ... ใช่...ไร้สาระแถมปัญญาอ่อนยิ่งกว่าอะไร...


แต่ทำไมปากมันถึงตอบไปเองแบบนั้น


เออๆ สัญญาๆ


ทำงานก่อนสมองอยู่เรื่อย...


แต่ยังไงซะ...ฉันพูดว่าสัญญา แปลว่าฉันต้องทำตามสัญญาสินะ แกจะได้ออกไปจากหัวฉันซักที


“ฮึ่ย! ก็ได้วะ” ร่างโปร่งบางปิดแฟ้มแล้วเดินไปอาบน้ำ นี่ถือว่าเร็วกว่ากิจวัตรประจำวันปกติของเขา แต่ในเมื่อมันช่วยไม่ได้


สัญญาไปแล้ว...




ฉันรักษาคำพูดในฐานะของมือขวาของรุ่นที่สิบเท่านั้นนะ...ไอ้บ้าเบสบอล!








อีกด้านหนึ่ง อิตาลีเหนือ


ห้องพักของ ยามาโมโตะ ทาเคชิ


“ยินดีต้อนรับเข้าสู่บริการรับฝากหมายเลขโทรกลับ...” ประโยคที่มีเสียงผู้หญิงดังอยู่ปลายสายทวนซ้ำๆทุกครั้งเมื่อเขากดเบอร์เพื่อโทรหาคนบางคน แต่ก็ได้ยินแต่ประโยคนี้จนท่องจำได้ขึ้นใจ พิรุณโยนโทรศัพท์ลงบนเตียง แล้วล้มตัวลงนอนตาม รอยยิ้มเจื่อนๆประดับบนหน้าหล่อเหลาเหมือนปลอบใจตัวเองทุกที


ตั้งแต่กลางวันแล้ว...


งานเยอะสินะ ทำไมฉันถึงห้ามตัวเองไม่ให้โทรไปหานายได้สักที ทั้งๆที่ก็รู้อยู่แก่ใจ ว่าต่อให้โทรไปเป็นร้อยสายนายก็ไม่มีทางรับ ไม่มีทางโทรกลับ


ทุเรศจริงๆ...


“ชิชิชิ เจ้าชายเข้าไปได้มั้ย” เสียงๆหนึ่งดังอยู่หน้าประตูกระชากพิรุณออกจากภวังค์ ร่างสูงลุกจากเตียงไปเสดาะกลอนออก สิ่งที่ชายหนุ่มผมสีทองอร่ามที่มีมงกุฎสวมอยู่หมิ่นๆ รอยยิ้มแสยะที่ศัตรูไม่ประสงค์อยากจะเห็นกรีดเด่นหราบนใบหน้าที่เห็นเพียงครึ่ง ความจริงแล้ว นักดาบรุ่นพี่จะต้องมาทำงานคู่กับเขาที่นี่ แต่ดูเหมือนบอสแห่งวาเรียจะไม่ให้มาเลย(ถีบ)ส่งเจ้าชายนักฆ่าคนนี้มาแทน


“ยังไม่นอนอีกหรอ เบลเฟกอล”


“ฮี่ วันนี้เจ้าชายไม่ได้ฆ่าคนก็เลยนอนไม่ค่อยหลับน่ะ” เบลเฟกอลตอบ ซึ่งถ้าเป็นคนอื่นพิรุณคงคิดว่าเป็นการกวนโอ๊ยสิ้นดี แต่สำหรับเจ้าชายบ้าเลือดคนนี้คงจะเป็นเรื่องจริง เบลเฟกอลทรุดตัวนั่งลงบนโซฟาในห้อง สายตาที่คมกริบเวลามองหาเหยื่อเหลือบไปเห็นโทรศัพท์ที่วางอยู่บนเตียง เสียงหัวเราะวิปริตดังผ่านลำคออย่างขำๆ


“ชิชิชิชิ ทำแบบนี้มีหวังโทรศัพท์พังพอดี ทั้งของนายและของไดนาไมต์ด้วย”


“หือ...?


“อย่ามาทำหน้าเอ๋อกับเจ้าชายนะ โทรหาไดนาไมต์อยู่ใช่ป่ะล่ะ”การเดาของนักฆ่าอัจฉริยะเล่นเอาพิรุณชะงักไปไม่ใช่น้อย


ฉลาดไม่หยอกเลยแฮะ


“รู้ได้ไงเนี่ย อุตส่าห์ไม่ให้มีคนเห็นแล้วนะ”


“พูดไป” เบลเฟกอลเอียงคอ “นายกดมือถือตั้งแต่กลางวันแล้ว แถมไม่เห็นได้คุยสักที ถึงตอนนี้ก็น่าจะรวมๆเกือบแปดสิบสายได้แล้วมั้ง แต่ที่โทรไปหาใครนี่เซนส์อัจฉริยะของเจ้าชายเอง ดูท่าจะเป็นคนหัวดื้อน่าดู”


“คนหัวดื้อหรอ...”


“ช่าย... อย่างไดนาไมต์ไงล่ะ ชิชิชิ”


“เซนส์นายนี่ดีน่าดูนะ อยากมีมั่งจัง” ดวงตาสีเปลือกไม้กดต่ำลงจ้องไปที่เจ้าชายนักฆ่า เซนส์ที่พูดถึงนี่หมายถึงเซนส์ที่รู้เฉพาะโกคุเดระรึเปล่า คนที่เคยสู้กันนี่จะเห็นไส้เห็นพุงของอีกฝ่ายกันเลยรึไง


หึ น่าอิจฉาจริงๆนั่นแหล่ะ


มันก็ได้แต่ต้องรอ... เจ้าชายอัจฉริยะเปรยกับพิรุณ เรียกดวงตาสีเปลือกไม้หันเข้าหาอย่างแปลกใจ ถึงแม้จะไม่เห็นดวงตาแต่ใบหน้าที่ดูวิปริตก็อ่อนลงเล็กน้อย รวมทั้งน้ำเสียงนั่นด้วย


เจ้าชายไม่รู้หรอกนะ ว่านายรอมานานเท่าไหร่ แต่ของบางอย่างมันก็ต้องใช้เวลา บางครั้งเจ้าชายไม่ต้องถือมีดออกไปเชือดคน มันก็มีคนเดินตกหลุมพรางมาให้เจ้าชายเชือดเอง


พูดเหมือนนายกำลังรอใครบางคนน่ะ พิรุณกลั้วยิ้มถามเหมือนล้อๆ แต่ผลก็คืออีกคนไม่ยิ้มตอบแต่กลับเมินหน้าหนีไปทางอื่นซึ่งผิดกับนิสัยอย่างสิ้นเชิง


ไม่รู้สินะ เจ้าชายเป็นพวกความอดทนต่ำ ไม่เคยรออะไรนานนักหรอกเบลเฟกอลลุกขึ้นจากโซฟาแล้วอ้าปากหาวหวอดเหมือนเด็กไม่มีผิด  หน้าตาเจื่อนๆเมื่อกี้ก็หายไปด้วยเหมือนกับเล่นกล


เจ้าชายง่วงแล้ว นายเองก็รีบนอนซะ พรุ่งนี้มีงานหนัก


อ๋อ อืม


อ้อ แล้วอีกอย่างนะ...เจ้าชายนักฆ่าหันกลับมาแล้วฉีกยิ้มแสยะจนคนเห็นขนลุกซู่


ถึงไดนาไมต์จะน่ารักน่าเชือด แต่ไม่ใช่สเปกเจ้าชายหรอก ชิชิชิ ราตรีสวัสดิ์


อ่า...ราตรีสวัสดิ์พิรุณตอบรับงงๆ ถึงแม้จะไม่เข้าใจความหมายของเพื่อนร่วมงานในครั้งนี้เท่าไหร่ แต่ก็รู้ว่า นักฆ่าที่หลายคนมองว่าโรคจิตคนนี้ก็มีส่วนดีเหมือนกัน


รอ...งั้นเหรอ


นั่นสินะ...บางสิ่งบางอย่างก็ต้องรอ


แต่...


ก็ไม่รู้ว่า...จะอดทนรอได้นานแค่ไหน เพราะฉันเองก็ไม่ใช่คนที่มีความอดทนสูง


แต่ฉันก็จะรอ...


พิรุณเอื้อมมือไปปิดไฟที่มุมห้อง ก่อนจะล้มตัวลงนอนกับหมอนนุ่มดวงตาสีเปลือกไม้ยังไม่ปิดลง จะหลับก่อนได้ไงล่ะ


ในเมื่อยังไม่ได้พูด...




ราตรีสวัสดิ์...โกคุเดระ”.......เลยนี่นะ...




TBC...

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น