หน้าเว็บ

วันเสาร์ที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2557

Fic KHR [8059] My wind...our wind : Chapter15



Fic KHR [8059]
My wind...our wind
Dark Drama  Action
NC-17
คำเตือน : เนื้อหาในเอนทรีนี้มีเนื้อหาเกี่ยวกับชายรักชายหากท่านใดไม่ต้องการรับรู้หรือรับไม่ได้ กรุณาปิดหน้าต่างนี้ไปค่ะ



Chapter 15 จะกดความทรงจำ...ให้จมดิ่งลงสู่ความมืดมิด



อือ... เสียงหวานครางออกมาเมื่อมีแสงสว่างๆส่องเข้าตา ดวงตาสีมรกตเปิดรับอย่างงัวเงีย ก่อนจะชันตัวลุกขึ้น ตอนนี้ร่างกายของเขาไม่ได้มีอะไรปิดปังเลยยกเว้นซะแต่ผ้าห่มผืนหนา รอยที่เป็นจ้ำแดงๆตามตัวเหมือนโดนแมลงกัด แล้วไหนจะรอยเลือดที่หยดเป็นดวงๆที่ผ้าปูที่นอน ทุกอย่างมันฟ้องว่า...


เมื่อคืนมันมีสิ่งเลวร้ายเกิดขึ้น...


โอ๊ย!!!” ร่างโปร่งบางร้องออกมาอย่างเจ็บปวดเมื่อต้องลุกขึ้นนั่ง มันเจ็บแปลบๆตั้งแต่กระดูกสันหลังถึงสะโพก และปวดอย่างมหาศาลอีกด้วย มือขาวๆเอื้อมไปหยิบชุดคลุมอาบน้ำที่หัวเตียงมาสวมแล้วปกปิดร่างกาย


ร่างกายแบบนี้ เห็นเมื่อไหร่ก็โกรธจนอยากจะระเบิดออกมา...


คราบน้ำตายังคงติดอยู่ที่หางตาไม่หาย หมอนก็ยังชื้นๆอยู่


แต่สิ่งที่หายไปคงจะมีแต่...สายฝน หายไปอย่างไร้ร่องรอยไม่เหลียวแล


ร่างโปร่งบางยกมือขึ้นป้องตาเมื่อแสงแดดส่องมาอีกครั้ง แม้จะไม่ได้เปิดม่านจนหมดแต่ก็เห็นว่าแดดจัดมาก มันจัดจนไม่เห็นหยดน้ำจากฝนที่กระหน่ำเมื่อคืน บรรยากาศก็ช่างต่างกับเมื่อคืนราวฟ้ากับเหว ทุกอย่างดูสดใสเหมือนลืมโลกเมื่อคืนไปอย่างสิ้นเชิง


เหมือนกับว่าเมื่อคืนเป็นแค่ฝันร้าย...มันคือฝันร้ายจริงๆ


พอตื่นมาก็พบกับโลกความจริง สิ่งที่ฝันเอาไว้ก็หายไปพริบตา...


ร่างโปร่งบางหลุบตาสีมรกตลง น้ำตาที่เหือดแห้งไปแล้วพลอยจะไหลออกมาอีก ทั้งที่ความจริงมันก็ดีไม่ใช่หรือไง ที่หมอนั่นไปก็ดีแล้ว มันควรจะดีใจไม่ใช่หรอที่จะได้มีคนทำตามสัญญาของเขาสักที


แต่ทำไม วายุลูกนี้ถึงรู้สึกว่า...เสียใจ


เอาอีกแล้ว...จากกันไปอีกแล้ว ทำไมถึงต้องไปจากกันอยู่เรื่อย เดินไปโดยไม่หันหลังกลับมา...
ทำไมกัน เมื่อฝันแล้วก็ต้องลืมสิ ตื่นมามันต้องจำอะไรไม่ได้เลย ถึงนึกแทบตาย ก็คงจะนึกไม่ค่อยออก


แต่นี่มัน...


จำได้ทุกอย่าง... ทุกคำพูด ทุกการกระทำ ทุกความเจ็บปวด ความเสียใจและความทรมานยังคงตราตรึงทั้งในใจและร่างกายอย่างไม่จางหาย


ทำไมถึงจำได้!!!


ทำไมถึงไม่ลืม...ทำไม


ถ้าหากความจริงกลายเป็นเพียงแค่การฝันร้าย...มันก็ดีสิ


“นายน้อยครับ!!!” เสียงเรียกของเหล่าบอดี้การ์ดหน้าห้องที่ไร้ความสามารถทั้งหลายดังถล่มทลายอยู่หน้าประตู นี่ไม่รวมว่ารัวกำปั้นทุบประตูอีกด้วย ร่างโปร่งบางกุมขมับกับเสียงโวยวาย แค่ตอนนี้ก็รู้สึกแย่พออยู่แล้ว ทำไมต้องมารบกวนแต่เช้าด้วยก็ไม่รู้ ตกลงว่าที่นี่เอาชิพฝังเอาไว้ที่ตัวเรอะ พอถึงเวลาก็รีบมาเรียกเหมือนนาฬิกาปลุกไม่ผิดเพี้ยนแม้วินาที
แต่ตอนนี้ร่างโปร่งบางจะให้พวกลูกน้องมาเห็นเขาในสภาพนี้เหรอ


ไม่ต้องคิดก็รู้ต่อให้ไม่เป็นคนสมองอัจฉริยะอย่างโกคุเดระ ฮายาโตะก็ใช้หัวแม่มือตอบได้...


ไม่เด็ดขาด!!!


“อย่าเข้ามานะ!!! จะพูดอะไรก็คายออกมาหน้าห้องนั่นแหล่ะ ถ้าเข้ามาพ่อจะบึ้มเรียงตัวจริงๆด้วย!!!สะดุ้งไปตามๆกันกับเสียงประกาศิต แต่ว่าหัวหน้าบอดี้การ์ดก็ยังไม่ละความพยายาม ถ้าเป็นคนธรรมดาก็วิ่งหนีกระเจิดกระเจิงไปแล้ว แต่ก็ยังยืนตรงทื่ออยู่หน้าห้องตะโกนเสียงเข้าไปเผื่อว่าร่างโปร่งบางจะได้ยิน


“นายน้อยครับ! นายน้อย เมื่อคืนนายน้อยปลอดภัยดีรึเปล่าครับ มีคนเข้าห้องของนายน้อยรึเปล่า นายน้อยแข็งแรงดี ไม่มีรอยแม้แต่ยุงกัดนะครับ” ร่างโปร่งบางที่อยู่ข้างในถึงกับน้ำตาจะไหลพรากแล้ววิ่งออกไปจับมือขอบคุณในความเป็นห่วง หากว่าไม่ใช่เพราะมันเป็นแบบวัวหายแล้วล้อมคอก แถมคอกก็ยัง...


ห่วยแตก!


รู้ตัวช้าชะมัดเลยว่ะ!!! ไอ้พวกไร้น้ำยาเอ๊ยยยยย แสดงว่าเมื่อคืนไม่ได้ตรัสรู้อะไรเลยเรอะ!! ถึงพลังของไอ้หมอนั่นมันจะเป็นการระงับประสาทก็เหอะ แสดงว่าเพิ่งจะรู้ล่ะสิ ว่ามีคนเจาะเข้ามา แถมยังบุกถึงห้องฉัน!


นี่คือ ฝ่ายโน้นมันเก่ง หรือฝ่ายนี้มันอ่อนกันแน่


“เออๆ ไม่เป็นไรหรอก พวกแกก็เฝ้าฉันตลอดไม่ใช่เรอะ จะมาถามทำไม”


“ก็เฝ้าแค่ตอนบอกให้นายน้อยเข้านอนแหล่ะครับ แต่สักพักผมก็รู้สึกง่วง หลับไปทั้งสองคนเลยครับ แต่ว่าเมื่อคืนมีคนของเราถูกทำร้ายทางประตูตะวันออกจำนวนมาก รวมศพสิบเก้า เฉียดตายอีกยี่สิบห้า แล้วสลบไม่ฟื้นอีกห้าสิบเก้า ส่วนที่เหลือกระดูกหัก บาดเจ็บเล็กน้อย แต่ว่านายน้อยไม่เป็นอะไรใช่มั้ยครับ” รายงานระเอียดยิบสิ่งที่เสียหายเมื่อคืนทำให้ร่างโปร่งบางถลึงตาขึ้นมาไม่น้อย กว่าจะบุกเข้ามาในห้องเขาได้มีชั้นบอดี้การ์ดอยู่เป็นสิบๆชั้น ก็ไม่แปลกที่คนเจ็บคนตายมันจะมากมายขนาดนั้น แต่ว่าดูเหมือนพวกนี้จะยังไม่รู้


ว่าคนที่มันโจมตีเข้ามาเป็นถึงผู้พิทักษ์พิรุณของวองโกเล่


พิรุณ...ฝน



ให้ตายสิ...ให้ตาย


ทำไมต้องนึกถึงอีกแล้ว แกกล้าดียังไงมาหลอกหลอนฉันแม้ในจิตสำนึก!!!


คิดถึงแกก็มีแต่ความเจ็บปวด


ทำไมไม่ลืมสักที!!!


“อ้อ นายน้อยครับ...” เสียงฝีเท้าเหมือนกำลังจะเดินออกไปจากหน้าห้อง แต่ก็มีเสียงๆหนึ่งเรียกเขาให้หันไปอีกครั้ง


“มีอะไรล่ะวะ!


“บ่ายนี้คุณชามาลจะรอนายน้อยที่ห้อง FB5 เขามีเรื่องจะพูดกับนายน้อย...เห็นว่าเป็นเรื่องสำคัญครับ”


ร่างโปร่งบางถอนหายใจอย่างหน่ายๆเมื่อได้ยิน ถึงไม่ให้ไปหาแต่ก็เขาก็รู้ว่าจะพูดเรื่องอะไร ก็ในเมื่อทวงทุกวันขนาดนั้น


แต่ก็ไม่แน่หรอกนะ...


โลกของเรามันยังไม่แน่นอนเลย...มีการเปลี่ยนแปลตามกาลเวลา แม้แต่ภูเขาที่แข็งแกร่งยังมีวันที่ถล่มลงมา


แล้วนับประสาอะไรกับจิตใจของวายุที่โดนทำร้ายจนบอบช้ำกลายเป็นเพียงสายลมบางเบา


ไปครั้งนี้อาจจะมีคำตอบก็ได้...


ในเมื่อความทรงจำเจ็บปวดที่ตราตรึงนี้ ร่างโปร่งบางอยากจะกดลงไปให้มันลึกที่สุด ไม่ต้องจำไปชั่วชีวิตก็น่าจะดี



อยากลืม...







อิตาลีเหนือ


ฟึบ พรืด...


เอากระเป๋าใบนั้นมาด้วย เด็กหนุ่มผมสีดำสนิทชี้นิ้วไปที่กระเป๋าที่อยู่ตรงมุมห้องหลังเงยหน้าจากการรูดซิปกระเป๋าใบแรก ตอนนี้ในห้องของผู้พิทักษ์อัสนีกำลังจะว่างเปล่า มีเพียงแต่กระเป๋าใบต่างขนาดวางกองๆกันอยู่ หลังจากที่เหตุการณ์เมื่อคืนก่อนผ่านพ้นไปอัสนีแทบอยากจะขึ้นรถตามพิรุณกลับวองโกเล่ไปด้วยซ้ำ แต่เนื่องจากวายุคลั่งแห่งวาเรียห้ามเอาไว้ ว่าฝนยังคงตกหนัก แถมสภาพจิตใจของเขาตอนนั้นต่อให้กลับวองโกเล่ก็คงจะทำอะไรไม่ได้ จนต้องรอถึงเช้า ผู้พิทักษ์อรุณได้โทรหาเขาตามกลับวองโกเล่ทันที


ไม่บอกก็พอจะเดาได้ว่า พิรุณคงจะทำอะไรเกินเลยไปแล้วแน่ๆ


ยังไงก็ตามเขาจะต้องรีบกลับวองโกเล่ให้เร็วที่สุด มีอะไรหลายๆอย่างที่เขาจะต้องเล่าให้นภาฟังและที่แน่นอนก็คือ...
เขาต้องตามไปช่วยวายุออกมาให้ได้!!!


ท่านแรมโบ้ครับ มีไฟลท์เที่ยวบินอยู่สองเที่ยวที่พอจะไปถึงวองโกเล่ภายในวันนี้ ถ้าออกอีกครึ่งชั่วโมงจะถึงประมาณเย็นๆ แต่ถ้าออกเที่ยวใหม่ตอนเย็นจะถึงตอนดึกเลยครับ” ชายฉกรรจ์รายงานขนาดที่สายตามองใบตารางเที่ยวบิน ถึงแม้จะมีสองทางให้เลือก ไม่ต้องเปลืองสมองคิดก็รู้ว่าเที่ยวไหน


จะว่าไปถ้ามีเร็วกว่านี้ก็ดี


เอาไฟลท์ที่ถึงเร็วที่สุด ยิ่งถึงก่อนเย็นยิ่งดี เด็กหนุ่มสั่ง ชายฉกรรจ์รับโดยการโค้งตัวน้อยๆแล้วเดินออกไปจากห้อง ผู้พิทักษ์อัสนีหยิบสูทมาสวมแล้วเช็คอื่นๆอีกจิปาถะ เนื่องจากว่าถ้าลืมอะไรมันจะแย่เอา ยิ่งตัวเขาเป็นคนซุ่มซ่ามลืมอะไรง่ายๆอีกด้วย


แต่บางอย่าง... ก็ไม่รู้เหมือนกันทำไมถึงไม่ลืม...


ตัวอย่างเช่น...คำสั่งของนภาแห่งวองโกเล่ ไม่น่าเชื่อ ว่าจะทำได้ถึงขนาดนี้ เมื่อคืนเขามีประสบการณ์เฉียดตายเพราะสัญญานี่แท้ๆ


น่าภูมิใจดีจัง...


อัสนียิ้มให้ตัวเองในความโชคดี แล้วเปิดประตูออกจากห้อง แต่ก็ต้องผงะเมื่อมีคนมายืนรอเขาอยู่หน้าห้องอยู่แล้ว พร้อมฉีกยิ้มที่เรียกว่าเป็นมิตรสำหรับความคิดของเจ้าตัว แต่คนที่โดนยิ้มให้เรียกว่าแสยะยิ้มมากว่า


ชิชิชิ จะกลับแล้วหรอ น่าจะอยู่ด้วยกันก่อนนะ


อ่า ครับ ตอนนี้วองโกเล่กำลังเดือดร้อนเลย เมื่อเช้าคุณซาซางาวะเพิ่งโทรตามกลับครับ เด็กหนุ่มผมทองพยักหน้าหงึกหงักเป็นเชิงรับรู้ เพราะดูเหมือนตอนนี้เขาโทรหาคนที่วาเรียไม่ค่อยติด น่าจะเป็นเพราะอย่างนี้ล่ะมั้ง


“แล้วคุณเบลไม่กลับหรอครับ ความจริงตอนนี้ที่นี่ก็ยังไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง”


“ม่ายล่ะ” เบลส่ายหน้าช้าพร้อมทำเสียงยานคางเป็นข้อยืนยันว่าจะไม่กลับจริงๆ “ที่โน่นคนเยอะแล้วนี่นา อีกอย่างมีเจ้ากบกับสควอโล่ไปคงจะไม่มีปัญหา อีกอย่างหนึ่ง...” เจ้าชายนักฆ่าเว้นวรรคไป เรียวปากแสยะยิ้มกว้างจนเห็นฟันขาวๆครบหมดสามสิบสองซี่


“เจ้าชายมีงานต้องทำล่ะ ชิชิชิ” ดูจากสีหน้าแล้วเจ้าชายอัจฉริยะคนนี้คงจะมีเรื่องสนุกๆทำไม่ใช่น้อย ในฐานะเด็กดีก็ไม่ควรจะไปขวางดีกว่าล่ะมั้ง


เอิ่ม...ถ้าอย่างนั้นผมว่าผมรีบกลับ...ซะเดี๋ยวนี้


“เครื่องจะออกอีกยี่สิบนาที ผมต้องขอตัวกลับก่อนนะครับ”


“อื้ม โชคดีอย่าโชกเลือดล่ะ วัวน้อย” อวยพรให้เล็กน้อยพอเป็นพิธี หลังจากที่ผู้พิทักษ์อัสนีก้าวขึ้นรถแล้วขับหายออกไปจนลับตาแล้ว ความจริงแล้วเขาเองก็อยากไปร่วมแจมด้วยหรอกนะ แต่เพิ่งได้ไปเจออะไรบางอย่างเข้าน่ะสิเลยเปลี่ยนใจซะก่อน อีกอย่างหนึ่ง เจ้าชายคนนี้ชอบการทำงานคนเดียวมากกว่างานกลุ่มเป็นไหนๆ


ชิชิชิ เอาเป็นว่าเจ้าชายจะตามไปดูผลงานของทางโน้นละกันนะ ส่วนทางนี้จะจัดการให้เรียบเลย!


เท้าในบูทยาวสีดำสนิทเป็นเงาก็พาเจ้าของเดินลัดออกไปตรงหลังหอบัญชาการ เป็นเพียงที่โล่งแจ้งดูแล้วกันดารขนาดต้นหญ้ายังขึ้นกระหย่อมกระแหย่ม แต่ถือเป็นที่ลานกว้างมีพื้นที่พอจะล้อมรอบหอใหญ่ได้


เจ้าชายนักฆ่ายิ้มพรายก่อนจะกระโดดขึ้นไปบนกิ่งไม้ เพื่อมองพื้นที่รอบๆให้ชัดเจนยิ่งขึ้น ดวงตาที่ถูกเส้นผมสีทองอร่ามปิดบังกลอกหันไปรอบๆ เสียงหัวเราะดังแว่วออกมาเหมือนเจอของที่ถูกใจ


“ชิชิชิ เข้าใจทำดีนี่นา แต่ตบตาเจ้าชายไม่ได้หรอก กลิ่นดินปืนออกจะฉุนขนาดนั้น ดมมากๆมันเป็นอันตรายต่อสุขภาพ เอาออกให้หมดเลยละกันเนอะ” เจ้าชายยิ้มก่อนจะกางวงแขนออกกว้าง แขนยาวๆขยับพลิ้วเหมือนบังคับอะไรบางอย่าง แต่อะไรบางอย่างนั้นคือมีดคมกริบรูปร่างแปลกส่วนตัวนับสิบๆเล่มกำลังขยับไปมาตามจังหวะ เหมือนกับมีดพวกนี้กำลังลอยอยู่โดยมีสายลมประคองอยู่


“ไปเลย...” เจ้าชายสะบัดข้อมือ พลันมีดที่ลอยอยู่ก็พุ่งลงสู่พื้นดินเป็นหย่อมๆ เหมือนกับว่าพื้นดินมีแม่เหล็กคอยดูดจับโลหะเฉกเช่นมีด


แต่ว่าไม่ใช่...มีดพวกนี้ต่างหากเป็นสิ่งไปปักพื้นดินเอง เนื่องจากที่ปลายมีดนั้นเจ้าชายนักฆ่าอัจฉริยะได้ติดเซ็นเซอร์ตรวจจับบางสิ่งบางอย่างอยู่ ถ้ามันเจอมันจะพุ่งเข้าหาทันที


และบางสิ่งบางอย่างนั้นก็ไม่ใช่อะไรที่ไหน...


สิ่งที่ส่งกลิ่นดินปืน แม้บางเบาแต่ก็ยังได้กลิ่นอยู่ดี...



ระเบิด...



“โอ๊ะ ว้าว มีเยอะกว่าที่คิดอีกแฮะ แต่ก็ต้องเละคามือเจ้าชายอยู่ดีนั่นล่ะน่า” เจ้าชายนักฆ่ายิ้มแสยะอย่างเดิมเหมือนไม่ยี่หระ เหมือนกับว่าตัวเองได้ปลิดชีพระเบิดพวกนั้นไปตั้งนานแล้ว


แต่มันจะต่างกันยังไง อีกสามวินาทีมันก็จะหายไปแล้วนี่


3


2


1


“เป๊าะ”



ตู้มมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมม!!!!!!!!!!!!!!!!!!!


ทันทีที่เจ้าชายนักฆ่าดีดนิ้วเหมือนเป็นสัญญาณ เซ็นซอร์ที่ติดอยู่ตรงปลายมีดจะทำลายตัวเองทันที พลังทำลายของมันสูงกว่าระเบิดที่ฝังอยู่เป็นไหนๆ แรงระเบิดมีกำลังมหาศาลพอที่ทำให้ไฟลุกโหมลูกใหญ่แดงฉานอย่างน่ากลัว ควันสีดำทมิฬลอยโหมขึ้นท้องฟ้าจนมองอะไรไม่เห็น ดีไม่ดีหอบัญชาการอาจได้รับความเสียหายไม่มากก็น้อย


นักฆ่าสายเลือดราชวงศ์มองผลงานของตัวเองอย่างพอใจ เสียงหัวเราะถูกปล่อยออกมาตลอดเวลาเหมือนกับว่าได้คิดถึงเรื่องสนุกๆ


มันก็สนุกจริงๆนะ ตอนนั้น วันที่ได้เห็นระเบิดดังตูมตาม วันที่ได้ต่อสู้กับระเบิดครั้งแรกในชีวิต...


ได้ฟังเสียงดังกัมปนาท ได้เห็นลูกไฟ ได้เห็นควันพร้อมกลิ่นเขม่า... ก็อดตื่นเต้นไม่ได้



“ชิชิชิชิ เห็นระเบิดแล้วคิดถึงนายเหมือนกันน้า กลับมาเร็วๆล่ะ ไดนาไมต์”







คฤหาสน์ฟิลบาโลเน่แฟมิลี่ 13.00.


โอ๊ยยยย ปวดว้อย!” ร่างโปร่งบางบ่นอุบอิบเบาๆกับตัวเองใขณะที่เดินไปตามทางเดินเพื่อไปพบไทรเด้นท์ ชามาล มืออีกข้างก็ทุบๆไปแถวๆสะโพกของตัวเองเพื่อบรรเทาความเจ็บปวดไปด้วย ความจริงแล้วมันเบากว่าตอนเช้ามากเพราะเขาได้เอายาแก้ปวดลงท้องไปสองเม็ด แต่ยังไงก็ตามตอนนี้ก็ยังสาหัสอยู่ดี


แต่ถ้าเทียบกันแล้ว...ความเจ็บปวดแค่นี้มันแค่เล็กน้อย...เล็กน้อยมากๆ


มันเทียบกับจิตใจที่โดนย่ำยีด้วยคำหลอกลวงซ้ำแล้วซ้ำเล่าไม่ได้เลยแม้แต่นิดเดียว!


ทุกฝีเท้าที่ก้าวไปห้องที่นัดไว้มันเต็มไปด้วยการตัดสินใจ ก้าวหนึ่งก้าวก็ถามตัวเองทุกครั้ง


ฉันตั้งใจจะทำแบบนี้จริงๆหรอ ต้องการจะลืมแค่หมอนั่นคนเดียว ฉันต้องทำถึงขนาดนี้เลยรึไง


แต่พอก้าวอีกก้าวก็ตอบตัวเองเสมอ...


ใช่...อยากลืม


ตอนนี้ไม่ว่าจะถามตัวเองซักกี่ครั้ง จะย้ำตัวเองซักกี่หน บาดแผลในใจมันยากเกินจะเยียวยา ที่ผ่านมาเขาต้องเจออะไรบ้าง ไม่รู้เหมือนกันว่ากลายเป็นคนทุ่มเทให้กับคำสัญญาขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ ตอนนั้นเขาไม่รู้ว่าตัวเองคิดบ้าอะไรอยู่ รู้ตัวอีกทีเขาก็จับไหล่พิรุณเอาไว้แน่น พร้อมพูดว่า ถ้าหากเขาไม่อยู่ พิรุณจะเป็นตัวแทนเขาที่จะสามารถดูแลนภาได้...ทั้งที่เมื่อก่อนการดูแลนภานั้นเขาจะไม่ให้ใครมาแตะแม้แต่ปลายเล็บ...


แต่นี่มันอะไรกัน...


ไม่เคยเจ็บใจ ไม่เคยผิดหวังกับคำสัญญามากขนาดนี้เลย


ดังนั้น...ฉันอยากลืม...ลืมให้หมดทุกอย่าง


ร่างโปร่งบางย่างอีกก้าวก็มาหยุดอยู่หน้าประตูเสียแล้ว เขาสูดหายใจเข้าปอดลึกๆก่อนจะเอื้อมมือบางไปบิดลูกบิดประตู ทันทีที่ก้าวเท้าเข้ามาข้างใน หมอแห่งโลกมืดได้นั่งไขว่ห้างอยู่บนเก้าอี้นวมตัวใหญ่


มาแล้วเรอะฮายาโตะ เข้มแข็งกว่าที่คิดนะ ร่างโปร่งบางขมวดคิ้วเข้าหากันน้อยๆในคำทักทาย


เข้มแข็งอะไรของแก


ก็ที่แกเดินเข้ามาให้องฉันนี่แหล่ะที่เรียกว่าเข้มแข็ง แต่ก็...ดูเหมือนซ่อนความอ่อนแอ ตัดสินใจดีรึยังล่ะฮายาโตะหมอแห่งโลกมืดลุกจากเก้าอี้แล้วเดินมาหยุดตรงหน้าลูกศิษย์แต่มือก็ไม่ว่างเว้นมีกระเป๋าใบเล็กๆเก็บแคปซูลเอาไว้ ทำไมหมออัจฉริยะจะไม่รู้ว่าตอนนี้ลูกศิษย์รู้สึกยังไงถึงอุตส่าห์ถ่อสังขารแบบนั้นมาหาเขา เมื่อคืนเองหมอคนนี้ก็รู้เห็นทุกอย่างว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง ยิ่งมีศพของลูกน้องนอนเกลื่อนบาดแผลแต่ละคนก็มาจากาเหตุเดียวกัน ก็ยิ่งชัดเข้าไปใหญ่...
วันนี้แกเลยตัดสินใจมาสินะ...


ฉันไม่รู้เหมือนกัน แต่ยังไงซะฉันก็เดินมาถึงที่นี่แล้ว ชามาล... ร่างโปร่งบางสูดหายใจเข้า แล้วปิดเปลือกตาลงเหมือนปล่อยวางต่อทุกๆอย่าง





ลบความทรงจำฉันที...





TBC...

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น