หน้าเว็บ

วันอังคารที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2557

S.Au.Fic KHR [8059] ปฐพีแห่งศักดิ์ : 01



Project : Happy Birthday P’Kwang [Waketsu] 12.01.11
S.Au.Fic KHR [8059]
Period Drama
NC-17
คำเตือน ช่วงระยะเวลาที่ดำเนินเรื่องนั้นเป็นการผสมผสานระหว่างยุคสมัยจริงในประวัติศาสตร์ผสมผสานกับจินตนาการของผู้แต่ง ดังนั้นไม่สามารถใช้อ้างอิงในเชิงวิชาการได้ โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่านค่ะ



-ภาคปฐมบท-

ปฐพีแห่งศักดิ์



ญี่ปุ่น ยุคคามากุระ


เพลิงสีแดงฉานลุกท่วมที่อยู่อาศัยหลายหลังคาเรือน  บ้างยังโหมเผาผลาญราวกับว่าถ้ายังไม่เป็นจุณจะไม่ยอมดับลง บ้างเพลิงก็ดับลงแล้วเหลือทิ้งเอาไว้เพียงตอตะโกสีดำให้เจ้าของบ้านกรีดร้องกับความสูญเสีย น้ำตาของผู้คนนับร้อยนับพันรินรดให้กับแผ่นดินอันเป็นที่ตั้งรกราก สายลมพัดหวีดหวิวหอบเอากลิ่นอายความโศกเศร้าและกลิ่นธรณีที่หลั่งนองไปด้วยโลหิตของนักรบผู้กล้า เถ้าธุลีปลิวว่อน ท้องฟ้ายามราตรีที่ควรจะกระจ่างเช่นวันวานบัดนี้กลับมัวหมองเพราะควันไฟบดบัง


ควันไฟสีดำที่ลอยขึ้นฟ้าอย่างช้าๆ ราวกับจะบ่งบอกให้สวรรค์รู้ว่ามนุษย์โลกอย่างพวกเขาใช้ชีวิตอย่างดิ้นรน


ดิ้นรนที่จะแสวงหาซึ่งอำนาจ บารมี  ทรัพย์สินเงินทอง แผ่นดินและการเป็นใหญ่เหนือผู้อื่นทั้งหมด


หากมีคู่แข่งก็ต้องเอาศักดิ์ศรีแห่งชีวิตเดิมพัน ผู้ที่อยู่คือผู้ที่แข็งแกร่งคู่ควรแก่ผืนแผ่นดิน...ส่วนผู้อ่อนแอก็ไม่ต่างอะไรกับเดนที่ไร้ประโยชน์ รกปฐพี


พวกไร้ประโยชน์ต้องถูกกำจัด...ใช่...ต้องถูกกำจัด


แม้ว่าสงครามนี้อีกฝ่ายจะเป็นเพื่อนเกิดร่วมชาติก็อย่าได้ปรานี...และแม้สงครามนี้จะถูกย้อมไปด้วยเลือดเนื้อของคนที่ยืนอยู่บนผืนแผ่นดินเดียวกัน ก็จะขอหัวเราะสะใจบนกองซากศพทั้งที่น้ำตาอาบแก้ม...แต่เชื่อว่าความสูญเสียจะแลกมาซึ่งวันที่ดีกว่า...


ไม่มีทางเลือก...ถอยไม่ได้แล้ว


ผู้ที่จะได้ครอบครองแผ่นดินแล้วนำไปถวายแด่องค์โชกุนจะอยู่ที่สองตระกูลนี้เท่านั้น



ตระกูลโกคุเดระ ขุนนางสมุหนายกแห่งดินแดนบูรพา


และ...


ตระกูลยามาโมโตะ ขุนนางสมุหกลาโหมแห่งดินแดนประจิม





ร่างสูงโปร่งของบุรุษสองคนยืนหันหน้าเข้าหากัน พวกเขาไม่ได้อยู่ในชุดนักรบเสมือนกับศพที่กองอยู่เกลื่อนกลาด...คนหนึ่งอยู่ในชุดกิโมโนชั้นดีสีขาวสะอาด เสื้อคลุมฮะโอริสีดำคลุมไหล่มน ร่างกายที่สูงศักดิ์สง่าผ่าเผยสมกับเป็นขุนนางใหญ่ ดวงหน้างามสง่าผุดผ่องกระจ่างแม้อยู่ท่ามกลางเขม่าควัน รอยสักอันน่าเกรงขามที่ข้างแก้มเป็นรูปเปลวไฟชวนให้ผู้มองสนเท่ห์ในความมีเสน่ห์ เส้นผมสีแดงขยับพลิ้วตามลมโชย ในมือของเขาถือธนูคันงามอย่างมั่นคงไม่สั่นเกร็ง ด้ามลูกศรทาบกับนิ้วหัวแม่มืออยู่ในท่าพร้อมยิง ดวงตาสีแดงของเขาจ้องไปยังบุคคลตรงหน้าด้วยความเรียบเฉย



......แต่จะมีใครล่วงรู้ว่าจิตใจลึกๆของเขานั้นเก็บซ่อนความเจ็บปวดไว้เพียงใด.....



ขุนนางที่เป็นใหญ่ที่สุดในดินแดนบูรพา...จี


อีกคนหนึ่งที่ยืนนิ่งเป็นเป้าลูกศร ชายหนุ่มร่างสูง เขาอยู่ในชุดขุนนางแบบไดเมียวพร้อมด้วยหมวกทรงสูงสีดำ ใบหน้าคมคายนั้นแลดูอ่อนโยนแต่ก็ให้ความรู้สึกแข็งแกร่งในเวลาเดียวกัน ริมฝีปากของบุรุษซีดเซียว ในมือของเขาไม่ได้ถืออาวุธอะไรเลยแม้แต่ชิ้นเดียว เขาดูอ่อนเพลีย แต่ว่าตอนนี้เขากำลังยิ้ม กำลังรอรับความตายที่กำลังจะเข้ามาหาเขาในอีกไม่ช้า



ขุนนางที่ทรงอิทธิพลที่สุดในดินแดนประจิม...อาซาริ อุเก็ตสึ



“ไม่น่าเชื่อนะ...จี ว่าตระกูลข้ากับตระกูลของเจ้าจะต้องมาสู้กันเฉกเช่นศัตรูอย่างนี้ ทั้งๆที่ข้ากับเจ้าเราก็เป็นเพื่อนกันแท้ๆ”


“มันเป็นโชคชะตา ตระกูลข้าขึ้นตรงต่อจักรพรรดิทางตะวันออก ส่วนเจ้าเป็นขุนนางที่รับใช้โชกุนทางตะวันตก หากดินแดนอาทิตย์อุทัยนี้ต้องหลอมรวมเป็นผืนแผ่นเดียว....ไม่ใช่วันนี้...ก็วันข้างหน้า เจ้ากับข้าก็ต้องทำศึกกันอยู่ดี แล้วอีกอย่างเจ้ากับข้าเป็นคู่แข่ง...ไม่ใช่เพื่อนกัน”


น้ำเสียงเย็นชาที่เอื้อนเอ่ยจากกลีบปากบางแม้จะกัดกร่อนหัวใจของผู้ฟังแต่เขาก็รับฟังอย่างนิ่งสงบ เพราะอุเก็ตสึเข้าใจดี ว่าทั้งหมดเป็นเรื่องจริง ตระกูลเขากับตระกูลของจีเป็นคู่แข่งกันมาตลอดทั้งในเรื่องการพาณิชย์ กำลังทหาร หรือเรื่องการทำคุณประโยชน์ให้กับแผ่นดิน จงรักภักดีรับใช้ใต้เบื้องยุคลบาทมาตลอด...คราวนี้ก็เช่นกัน มันเป็นหน้าที่ที่เขาและจีต้องรับผิดชอบ


หน้าที่ที่ว่าไปแย่งชิงดินแดนของอีกฝ่ายตามคำสั่งนายเหนือหัว เพื่อเป็นการขยายกำลังการปกครอง


“ฮะๆๆ แบบนี้ก็แย่สิ ท่าทางเจ้าจะฆ่าข้าจริงๆเสียด้วย ถ้าอย่างนั้นนะจี...” อุเก็ตสึหัวเราะอย่างอารมณ์ดี ทั้งๆที่ความเป็นจริงแล้วมันไม่ใช่เหตุการณ์น่าขันเลยสักนิด...ไม่เหมือนคนที่กำลังจะสูญเสียชีวิตในอีกไม่กี่นาที


“ข้าจะขอฝากฝังเจ้าเอาไว้ ฝากดินแดนประจิมที่เป็นบ้านเกิดของข้า ถ้าหากเจ้าได้เป็นผู้ดูแลมัน ข้าก็ตายตาหลับ”

คำฝากฝังของอีกฝ่ายทำให้จีขบฝันกรอดด้วยความโมโห ดวงตาสีแดงสั่นระริก เจ้านั่นตั้งใจจะตายจริงๆ ตายทั้งๆที่ยังไม่ได้สู้อะไร แล้วรอยยิ้มนั่นมันจะพยายามบอกเขาว่า...กำลังมีความสุข ความสุขที่จะได้ตายด้วยน้ำมือเขาเอง


บ้าไปแล้ว...เห็นข้าเป็นเพื่อนได้อย่างไร...เจ้าเห็นคนที่หันปลายศรใส่เจ้าเป็นเพื่อนได้อย่างไร!!


“จะมากไปแล้วนะ อาซาริ อุเก็ตสึ!!! เจ้าขี้ขลาดยิ่งนักที่พูดแบบนั้นออกมา เจ้าจะหันหลังให้กับแผ่นดินของเจ้าเอง...แล้วเจ้ายังดูถูกข้ายิ่งนักที่เจ้าจะไม่สู้กับข้า ไปเอาดาบเจ้ามาเดี๋ยวนี้!! แล้วมาสู้กับข้า ถ้าเจ้าชนะเจ้าก็เอาดินแดนข้าไป ถ้าเจ้าแพ้พื้นที่ในดินแดนประจิมก็จะเป็นสินเชลยของดินแดนบูรพาทันที!!!


“ข้าไม่อยากสู้กับเจ้า” คำอธิบายสั้นๆพร้อมรอยยิ้มละมุนทำให้บุรุษผู้ทรงธนูชะงักงัน แววตาที่เศร้าสร้อยทอดมองมายังเขาบ่งบอกว่าประโยคเมื่อกี้เป็นความสัตย์จริง


“นะ นี่ เจ้า...”


“ไม่ใช่ว่าตั้งใจจะดูถูกเจ้าว่าฝีมือของเจ้าไม่สมควรที่จะสู้กับข้า...มันกลับกันโดยสิ้นเชิง ตอนนี้ตัวข้าน่ะสู้เจ้าไม่ได้หรอก...ไม่ได้เลยแม้แต่นิด...” น้ำเสียงของฝ่ายตรงข้ามอ่อนโรยแรง ใบหน้าที่เคยแจ่มใสร่าเริงบัดนี้ซีดเซียวราวกับไร้โลหิต ริมฝีปากแห้งผากเสียงหายใจหอบเพราะอากาศไม่บริสุทธิ์เริ่มหนักขึ้นเรื่อยๆ


บางทีอาจจะเป็นเพราะกลุ่มควันที่ทำให้เขาเห็นบุรุษผู้กล้าหาญทรงอิทธิฤทธิ์ด้วยดาบสี่เล่มอ่อนแอเช่นนี้


บางทีอาจจะเป็นความเจ็บปวดแสนน่าอายที่แฝงอยู่ในใจทำให้เขาเห็นว่าอีกฝ่ายกำลังจะแย่...


“อาซาริ อุเก็ตสึ นี่หรือว่าเจ้า...”


“ข้าเหลือเวลาไม่มากนัก...ฟังข้านะจี...เจ้าเป็นเพื่อนที่ข้าไว้ใจยิ่งกว่าใคร...จบศึกครั้งนี้ดินแดนประจิมต้องตกเป็นของบูรพาโดยแท้....ดินแดนอาณาเขตของข้า ข้าจะยกให้เจ้าดูแล ข้ามีอะไรต้องอาวรณ์ ทรัพย์สิน เงินทอง ลาภยศบารมีล้วนเป็นของนอกกาย...ข้าเอาติดตัวไปไม่ได้หรอก อีกอย่าง....”


ร่างสูงค่อยๆเดินเข้ามาใกล้ร่างโปร่งบางเรื่อยๆ แต่ปลายศรคมยังคงอยู่ที่เดิมไม่เปลี่ยนแปลง อุเก็ตสึคลี่ยิ้ม ยิ้มที่อบอุ่นชโลมใจให้ผ่อนคลายจากความกดดันและสิ้นหวัง...ผู้ชายคนนี้ไม่ได้กลัวความตายเลย เขาไม่กลัวหรอกถ้าหากความตายนี้คนที่อยู่เบื้องหน้าเป็นคนมอบให้


“ถ้าข้าจะตาย...ข้าขอเห็นเจ้าเป็นคนสุดท้าย ขอตายด้วยธนูของเจ้า.....ข้าขอเจ้าเพียงเท่านี้....เจ้าให้ข้าได้หรือไม่”


“นี่!...เดี๋ยวสิ!


ฉึก!!


“อุเก็ตสึ!!!!!!



สายไปเสียแล้ว...


มือของอาซาริ อุเก็ตสึคว้าที่ลูกธนูเรียวยาวแล้วปักเข้าตรงๆกับหน้าอกด้านซ้าย...ร่างสูงของขุนนางแห่งดินแดนประจิมหยุดนิ่ง เลือดสีแดงข้นทะลักจากปากแผลเปื้อนมือของเขาเต็มไปหมด ดวงตาสีน้ำตาลจนเกือบดำนั้นสั่นระริกมองดวงหน้าละมุนของอีกฝ่ายอย่างอ่อนโยน ริมฝีปากยังคงแย้มยิ้มจนวินาทีสุดท้าย ก่อนที่เขาจะล้มลง...


“ขะ...ขอบ....ใจ..นะ..จี”



ได้คนแพ้...คนชนะแล้ว...



ขุนนางใหญ่ต้นตระกูลโกคุเดระเพิ่งได้รู้เมื่อไม่กี่วินาทีที่ผ่านมานี้ว่า...เขาเป็นผู้แพ้...แพ้ตั้งแต่เห็นดวงตาสีเข้มอันอ่อนแรงนั้นค่อยๆปรือลงแล้วหลับไปในที่สุด...ความรู้สึกเจ็บปวดมันเอ่อล้นไปทั่วร่างกาย หมดสิ้นแล้วความทิฐิทะนงมันกลั่นกรองออกมาเป็นหยาดน้ำอุ่นๆไหลรินอาบนวลแก้ม...ที่ผ่านมาเขารู้ว่าเขาปฏิบัติตัวเย็นชากับคนที่ดีต่อเขามากมายเพียงใด...เขารู้ว่าคำพูดแต่ละคำบั่นทอนกำลังใจมากแค่ไหน...เขาอวดเก่งต่อหน้าอีกฝ่ายเพื่อแสดงว่าตนเองเข้มแข็ง ทั้งๆที่จริงแล้วมันเปราะบางเหลือเกิน...


เป็นโชคดีที่ตอนนี้เจ้าไม่เห็นข้า...ไม่เห็นว่าข้ากำลังร่ำไห้กับร่างอันไร้วิญญาณของเจ้า


หากเจ้าอยากหลับไปจนนิรันดร์...ข้าจะเป็นคนดูแลเจ้าเอง...ให้สมเกียรติที่เจ้าเป็นผู้ชนะ


และคนแพ้อย่างข้าจะยอมรับทุกชะตากรรมที่จะเยือนมาถึง....


.


.


นี่คือปฐมบทของความสัมพันธ์สองตระกูล สงครามในครั้งนี้เป็นเหมือนเชื้อไฟที่โยนลงกับกองชนวน ไฟจะลุกลามและโหมแรง...เผาผลาญเชื้อเพลิงไปเรื่อยๆ


จากบรรพบุรุษ...สู่รุ่นหลาน...







สามสิบปีผ่านไป


กุบๆๆๆ


เสียงกีบเท้าของอาชาลักษณะดีสีดำสนิทควบมาด้วยความเร็วสูงก่อนที่ผู้ถือบังเหียนบังคับจะชักให้มันหยุดฝีเท้าลงตรงหน้าบ้านหลังเล็กๆเก่าๆหลังหนึ่ง เด็กหนุ่มเรือนผมสีดำ นัยน์ตาสีน้ำตาลเปลือกไม้คู่นั้นฉายแววกังวลอย่างเห็นได้ชัด ร่างสูงรีบกระโดดลงจากหลังม้าแล้วผลุนผลันเข้าไปในบ้าน


“ท่านพ่อ!!! ท่านพ่อเป็นอย่างไรบ้าง!!?” น้ำเสียงของเด็กหนุ่มร้อนรนถึงขีดสุด ที่พื้นเสื่อรองด้วยเพียงฟูกแข็งๆผ่านการปะแล้วปะอีกมีร่างกายของชายวัยกลางผู้หนึ่งนอนหายใจโรยรินอยู่ สีหน้าของเขาซีดจนน่าตกใจ ข้างกายมีแก้วดินเผาสีหม่นๆบรรจุยาชงด้วยน้ำร้อน แต่ทว่าถุงผงยากลับอยู่ในถังขยะเรียบร้อยบ่งบอกว่าเป็นยาแก้วสุดท้าย บ้านช่องดูโทรมลง ทุกทีเพราะไม่ได้แต่งเติม หรือซ่อมแซม


ชายหนุ่มทรุดตัวคุกเข่าข้างๆชายวัยกลางผู้เป็นบิดา แล้วค่อยๆประคองมือหยาบกร้านจากการทำงานหนักมากุมเอาไว้
“ข้าอยู่นี่แล้วท่านพ่อ...เหตุใดท่านพ่อจึงดูอิดโรยถึงเพียงนี้ หยูกยาก็มีน้อยนัก...แล้วแบบนี้เมื่อไหร่ท่านพ่อจะหาย”


“โขลกๆ ค่อก ทา..ทาเคชิ พ่อไม่เป็นอะไร โขลกๆๆ เจ้าฝึกวิชาเสร็จ..แล้วรึ..เหตุใดจึง..เร็วนัก ค่อกๆๆ” ชายผู้ถูกรุมเร้าด้วยโรคภัยเอ่ยคำพูดกับบุตรชายอย่างยากลำบาก เสียงแหบแห้งผนวกกับเสียงไอน่ากลัวทำให้ชายหนุ่มสงสารบิดาของตนไปอีกเท่าทวีคูณ...หวนคิดไปว่าเขาและพ่อควรจะมีชีวิตความเป็นอยู่ ฐานะ ชื่อเสียงและเกียรติยศที่ดีกว่านี้


ใช่...ตระกูลยามาโมโตะของเขาควรจะทรงอิทธิพล เป็นขุนนางใหญ่ของแผ่นดินทรงอำนาจระบือไกล...มีเงินทองมากมายล้นฟ้า มีบริวารธารกำนัลที่รายล้อมนับร้อยคอยทำงานให้ดังแขนขา...และเพียงแค่อาการเจ็บไข้ออดๆแอดๆของพ่อคงจะรักษาได้ไม่ยาก...


แต่...ทุกอย่างมันเปลี่ยนไป...เปลี่ยนไปเมื่อสามสิบปีก่อน...


เปลี่ยนแปลงเพราะมีปิศาจร้ายมาช่วงชิงทุกสิ่งทุกอย่างไปจากตระกูลของเขา ช่วงชิงแสงสว่าง ชีวิตและอนาคตที่รุ่งเรืองสุขสบาย...  แล้วสิ่งที่ทิ้งเอาไว้คือความมืดมิด ความลำบากยากเข็ญ หาเช้ากินค่ำ ตำข้าวสารกรอกหม้อเลี้ยงชีวิตไปวันๆ


เป็นเพราะพวกมัน! เป็นเพราะพวกมันโดยแท้!! ตระกูลชั่วร้ายที่กำลังมอบความทรมานและฆ่าเขาให้ตายไปอย่างช้าๆ



ตระกูลโกคุเดระ!!!



“ท่านพ่อ...ข้าไม่มีวันลืม ว่าใครเป็นคนทำให้พวกเราลำบากถึงเพียงนี้...ถูกช่วงชิงจนไม่มีแผ่นดินจะอยู่อาศัย ทรัพย์สินของท่านปู่อุเก็ตสึก็หาได้มีตกทอดมาถึงรุ่นลูกรุ่นหลานให้พวกเราเป็นของดูต่างหน้าสักชิ้นไม่!...แล้วยามนี้ท่านพ่อก็ถูกโรคภัยรุมเร้าจนร่างกายอ่อนแอ.... ทั้งหมด....ทั้งหมดเป็นเพราะพวกมัน!


น้ำเสียงของยามาโมโตะ ทาเคชิ ผู้สืบสายเลือดตระกูลขุนนางเก่าผู้แพ้สงครามแย่งชิงแผ่นดินระหว่างดินแดนบูรพาและดินแดนประจิมเมื่อสามสิบปีก่อนเกรี้ยวกราดไปด้วยความแค้นเต็มอก ดวงตาสีน้ำตาลเปลือกไม้วาวโรจน์ไปด้วยไฟแห่งความอาฆาต...ใช่...เพราะสงครามครั้งนั้น ตระกูลโกคุเดระและตระกูลของเขาสู้เพื่อช่วงชิงแผ่นดินกัน แล้วดินแดนประจิมของเขาก็ได้ปราชัยให้กับดินแดนบูรพา...


ความปราชัยที่ไม่ได้สมเกียรติแม้แต่นิด!!


เขาได้ยินคนเล่าต่อกันปากต่อปากว่า ท่านปู่อุเก็ตสึถูกธนูของจีประมุขแห่งตระกูลโกคุเดระ ขุนนางสมุหนายกแห่งดินแดนบูรพาปักอยู่กลางอก....แต่มันน่าแปลกประหลาดนัก... ทั้งๆที่อยู่กลางสมรภูมิ แต่ท่านปู่อุเก็ตสึมิได้จับดาบเลยแม้แต่เล่มเดียว...แบบนี้จะให้เขายอมรับกับความอัปยศที่คนตระกูลนั้นหยิบยื่นให้ได้อย่างไร


จะให้เขาทนอยู่เฉยๆ ทั้งๆที่มีใครบางคนกำลังยืนอย่างสง่าแบกเกียรติยศไว้บนบ่าเต็มภาคภูมิแต่หาได้ละอายไม่ว่าแผ่นดินที่พวกมันเหยียบย่ำอยู่เป็นสิ่งที่ช่วงชิงมาด้วยวิธีการอันสกปรก!!


“ทะ ทาเคชิ..นะ นี่เจ้าจะคิดทำการใด อะ.. โขลกๆๆ อย่าได้ไปยุ่งกับ...คน..ตระกูล...นั้น..นะ” เสียงของยามาโมโตะ สึโยชิผู้เป็นบิดาฟังดูโรยแรง แต่กระนั้นก็ยังห้ามปรามลูกชาย มืออีกข้างหนึ่งเอื้อมมาจับแขนของลูกชายแน่น ดวงตาของเขาสั่นระริกอย่างแจ่มชัดเพราะกำลังเป็นห่วงความคิดอันฝังแน่นไปด้วยเพลิงความอาฆาตแค้นของเด็กหนุ่ม


“ท่านพ่ออย่าได้ห่วงอันใด ข้าไม่ได้คิดจะฆ่าพวกมันในบัดนี้หรอก อย่างปรานีที่สุดพวกมันต้องได้รับความเจ็บปวดทรมานมากกว่าที่พวกเราเป็นอยู่นี่นับพันเท่า!


ฝ่ามือแกร่งของยามาโมโตะ ทาเคชิบีบแขนผู้เป็นบิดาเบาๆเพื่อยืนยันความหนักแน่นว่าเขาพร้อมที่จะทวงอำนาจบารมีและฐานันดรศักดิ์ที่อันตรธานไปเมื่อสามสิบปีก่อนคืนมา แม้ว่าเรื่องที่ชายหนุ่มคิดจะไม่ต่างอะไรไปกับการบุกเข้าถ้ำเสือ มีความเป็นไปได้สูงที่เขาอาจจะถูกตระกูลโกคุเดระปลิดชีวิตโดยไม่ทันได้ย่างกรายไปแตะต้องตัวหมากพระราชาอย่างจี แต่นับตั้งแต่วินาทีนี้ ไฟแห่งความแค้นที่สุมอกมานานตั้งแต่รู้ความได้โหมกระพือถึงขีดสุด ต่อให้ยมบาลมายืนรออยู่ตรงหน้า ก็ไม่มีสิทธิ์มาเอาชีวิตของเขาไปไหนทั้งนั้น!



...อยากเห็นเหลือเกิน ข้าอยากเห็นพวกเจ้านอนแดดิ้น หมดสิ้นทิฐิมานะและศักดิ์ศรี ข้าอยากเห็นตระกูลเจ้าพินาศด้วยน้ำมือของข้า!


ตระกูลโกคุเดระ!!!







กุบๆๆ
เสียงฝีเท้าอาชาสีดำและสีขาวควบเดินอย่างสง่ากลางถนนก้อนกรวดที่รายรอบข้างทางด้วยประชาชนที่หลีกทางให้ รถม้าลวดลายงดงามสลักทองโดยช่างฝีมือเอกบ่งบอกฐานะของเจ้าของว่าเป็นเจ้าใหญ่นายโต ทว่าหน้าต่างบานเล็กถูกปิดสนิทด้วยผ้าม่านสีแดง การสงวนรูปลักษณ์ของผู้โดยสารเช่นนี้ยิ่งประกาศให้ชาวประชารู้ว่าพวกเขาไม่มีบุญวาสนาพอที่จะยลโฉมบารมี หรือแม้จะพูดคุยกล่าวอ้างถึงนามตระกูลที่สูงศักดิ์ในขณะที่ขบวนยังแล่นผ่านก็ยังเป็นสิ่งต้องห้าม


ไกลออกไปจากขบวนมีร่างสูงยืนพิงต้นไม้อยู่ เห็นได้ชัดว่าตนเองมิได้ชื่นชมยินดีกับเรื่องที่มีคนใหญ่คนโตผู้รับใช้สายเลือดขัตติยาเดินทางผ่านมา ดวงตาสีน้ำตาลเปลือกไม้ของยามาโมโตะ ทาเคชิเหยียดมองรถม้าของตระกูลขุนนางใหญ่โกคุเดระด้วยแววตาดูหมิ่นดูแคลน นึกตำหนิชาวบ้านที่ช่างโง่เง่าดักดานนัก หาได้รู้ไม่ว่าตัวเองก้มหัวเคารพพวกผู้ดีจอมปลอม


แต่ความคิดอันชั่วร้ายนั้นได้หยุดลง เมื่อมีสาวใหญ่วัยกลางคนสองนางขยับมายืนอยู่ใกล้ๆเขา พร้อมส่งเสียงตื่นเต้นดีใจ


“อุ๊ย ท่านจีเดินทางผ่านหมู่บ้านของเราด้วยหรือ นับเป็นบุญของเรายิ่งนัก นี่! เจ้ารู้ไหมว่าข้าเคยยลโฉมท่านจีด้วยนะ แม้วัยจะล่วงเลยราวห้าสิบกว่าแล้ว แต่พักตร์ท่านนี่กระจ่างงาม ท่วงท่าไม่ว่าจะเดิน จะนั่ง จะทำอะไรแลดูสง่าดุจพญาหงส์สมกับเป็นขุนนางแต่เก่าแต่ก่อนเลยล่ะ”


เพียงเท่านั้นเพื่อนของหล่อนก็ทำตาโตรีบปรี่เข้ามาประชิด เขย่าแขนคนที่เพิ่งอวดว่าตนได้ชมบารมีประมุขตระกูลโกคุเดระ


“จริงรึ!? น่าอิจฉาเจ้าจัง ข้าสิผ่านมาสามสิบหนาวยังไม่เคยเห็นท่านจีแบบจะๆตาสักครั้ง เอ้อ ได้เห็นท่านจีนี่ก็นับเป็นเรื่องยากแล้วนะ แต่จะให้สุดยอดจริงๆละก็ หลานชายคนเดียวของท่านจีนั่นปะไร เท่าที่ผ่านมาไม่เคยมีใครเคยเห็นหน้าเลยนะ”


คำว่า “หลานชายคนเดียวของท่านจี” ทำให้เด็กหนุ่มที่ฟังอยู่เกือบสะดุดลมหายใจตนเอง ก่อนที่ดวงตาสีเปลือกไม้จะเหลือบมองหญิงสองนางด้วยความสนใจในเรื่องที่พูดกันอย่างห้ามไม่ได้ ในใจก็ตั้งข้อสงสัยไปด้วยว่าจีมีหลานชายกับเขาด้วยรึ


“จุ๊ๆ อย่าดังไปนะ เขาว่ากันว่าท่านจีหวงหลานชายของท่านราวกับไข่ในหิน นายน้อยโกคุเดระ ฮายาโตะหลานของท่านตอนนี้ก็เป็นเด็กหนุ่มรุ่นอายุอานามได้สักสิบห้าปี ท่านจีกำลังสอนศิลปวิทยายุทธ์ทุกอย่างให้กับนายน้อยในคฤหาสน์เท่านั้น ก็เลยยังไม่มีใครเคยประสบพบพักตร์ แต่ข้าคาดว่าอีกไม่นานนักหรอก นายน้อยต้องรับสืบทอดงานอันทรงเกียรติของตระกูลโกคุเดระได้อย่างเต็มภาคภูมิแน่ๆ”


คำพูดทุกประโยคเข้าหูของยามาโมโตะ ทาเคชิไม่ขาดตกบกพร่องสักคำเดียว ริมฝีปากของเด็กหนุ่มที่เพิ่งได้รับข้อมูลใหม่ดีๆขยับยิ้มเหี้ยมเกรียม ก่อนที่จะปั้นหน้าเสแสร้งไร้เดียงสาเหมือนเป็นคนต่างถิ่นพลัดหลงเดินตรงไปหาหญิงสาววัยกลางสองคน


“นี่ พี่สาว ข้าถามอะไรหน่อย ไม่ทราบว่าจะเป็นการรบกวนหรือเปล่า?


“จ๊ะ ว่ามาเลยพ่อหนุ่ม” ดูเหมือนพวกเธอจะหลงเสน่ห์ของยามาโมโตะ ทาเคชิเข้าเต็มเปา


“ขอโทษนะพี่สาวทั้งสอง ข้าเป็นคนต่างถิ่น แต่พอจะมีวิชาดาบติดตัวอยู่บ้าง ตอนนี้ข้ากำลังหาคนจ้างข้าเป็นองครักษ์หรือผู้ดูแลความปลอดภัย พี่สาวทั้งสองพอจะรู้จักตระกูลใหญ่ๆพอให้ข้าได้มีโอกาสรับใช้พวกเขาบ้างหรือไม่?

รอยยิ้มหวานเสแสร้งประกอบคำพูดสร้างภาพพจน์ให้ยามาโมโตะ ทาเคชิเป็นนักรบหนุ่มพเนจรใสซื่อมือสะอาดอย่างที่ปากเจ้าตัวว่าจริงๆ พี่สาวคนแรกที่ต้องมนตร์เสน่ห์เทพบุตรจำแลงทำท่าครุ่นคิดก่อนจะร้องอ้อ


“ก็ตระกูลที่เพิ่งเคลื่อนขบวนรถม้าผ่านไปนั่นอย่างไรเล่าพ่อหนุ่ม เมื่อวานก่อนข้าเห็นท่านเสนาธิการประจำตระกูลโกคุเดระมาประกาศว่าต้องการองครักษ์ฝีมือดีสำหรับไปดูแลนายน้อยฮายาโตะเป็นพิเศษ”

สิ้นคำ เหมือนดั่งลาภลอยที่พระเจ้าเห็นดีเห็นงามกับเจตนารมย์ของเขาสนองให้ทันควัน ชายหนุ่มยิ้มอีกครั้ง แต่คราวนี้กลับเป็นรอยแย้มยิ้มที่หวานจัดที่แต่กลับมียาพิษเคลือบอยู่กับไมตรีจิตที่ระบายสดใสบนใบหน้านั้น


“ช่วยบอกทางข้าไปคฤหาสน์ตระกูลโกคุเดระได้หรือไม่ ข้าสัญญาเลย ว่าจะรับใช้พวกเขาอย่างดี มิให้ขาดตกบกพร่องเลยแม้แต่วินาทีเดียว...”







คฤหาสน์ริมน้ำ ตระกูลขุนนางใหญ่ โกคุเดระ


สิ่งปลูกสร้างทรงญี่ปุ่นตั้งตระหง่านอย่างสง่างามแก่ผู้พบเห็น เรือนขนาดยาวทอดตัวกินพื้นที่หลายร้อยตารางวา หน้าคฤหาสน์ปูด้วยพื้นหญ้าเตียนสีเขียวขจีนุ่มเท้าราวกับพรม พรรณไม้ดอกมงคลอย่างคิกุโนะฮานะหรือดอกเบญจมาศผลิแย้มกลีบเรียวสะพรั่งเป็นกลุ่มเป็นกอเรียงรายดูโดดเด่นมากกว่าพรรณไม้อื่นๆที่จัดกลุ่มอย่างสวยงามตามทางเดินที่ปูด้วยแผ่นหินสีน้ำตาลเจือเทา เหตุที่ปลูกดอกเบญจมาศมากมายถึงขนาดนี้คงจะไม่พ้นเพราะเป็นคนของราชสำนัก ตราจักรพรรดิของญี่ปุ่นเป็นรูปดอกเบญจมาศสิบหกกลีบ แสดงถึงความงดงามที่พรั่งพรูไปด้วยอำนาจและบารมีประดับดุจกลีบดอกเบญจมาศ


เยื้องไปทางขวาของคฤหาสน์ใกล้ริมรั้ว ก็จะสะดุดตาด้วยต้นซากุระสูงใหญ่ กิ่งก้านสีน้ำตาลเรียวแหลมแตกสาขาไปทั้งในเขตคฤหาสน์และนอกรั้ว ดอกไม้ประจำชาติของดินแดนอาทิตย์อุทัยบานแย้มเป็นสีชมพูระเรื่อแลดูสเน่หาเมื่อแสงอาทิตย์ยามสายจับ และยิ่งดูวิลาศหากเมื่อต้องลมแล้วโอนอ่อนโบกพัดจนกลีบสีชมพูอ่อนนั้นปลิวร่วงไปกระทบกับสระน้ำใสขนาดใหญ่ที่ล้อมกรอบสระด้วยก้อนกรวดสีขาว ปลาคาร์พลักษณะงามสมบูรณ์นานาสีว่ายแหวกสายน้ำนับหลายสิบตัว



กุบกับ กุบกับ


เสียงฝีเท้าม้าดังเป็นจังหวะ บ่งบอกว่าเป็นเพียงการเดินมิได้ควบ รถม้างามเคลื่อมมาจอดหน้าคฤหาสน์ เมื่อเห็นเช่นนั้นเหล่าหญิงสาวและชายหนุ่มนับสิบคนในชุดกิโมโนสีเรียบๆสะอาดตาก็กรูเข้าไปที่หน้าประตูรั้วจัดระเบียบแถวอย่างสวยงาม ชายฉกรรจ์ผู้หนึ่งก้าวเข้าไปประชิดประตูรถม้าแล้วเลื่อนมันออกอย่างสุภาพ


ร่างเพรียวระหงแม้อายุอานามจะไม่ใช่หนุ่มวัยรุ่นแล้วก้าวย่างลงจากรถม้า เรือนผมสีแดงธรรมชาติประกายเจิดจ้าล้อแสงอาทิตย์ ดวงหน้างามกระจ่างประดับด้วยรอยสักวาดผ่านไปครึ่งซีกแก้มแม้ยามนี้มีริ้วรอยเล็กน้อยตามวัยแต่ก็ยังคงทำให้ผู้พบเห็นชื่นชมในความสง่าผ่าเผย เขาอยู่ในชุดกิโมโนสีขาวที่ทำจากเนื้อผ้าชั้นเยี่ยมและกางเกงฮาคามะตัวยาวแต่ไม่ได้ตกแต่งลวดลายอะไรมากนัก ลำคอขาวเนียนและข้อมือมิได้มีเครื่องประดับสูงค่าที่เป็นที่เป็นภัยต่อการเดินทาง แม้จะอยู่ในอิริยาบถไหนกริยาท่าทางของประมุขตระกูลโกคุเดระก็แสดงถึงความเป็นผู้ดีมีสกุลเต็มเปี่ยม


“ยินดีต้อนรับการกลับมาขอรับ ท่านจี” ชายฉกรรจ์ผู้เปิดประตูให้เป็นตัวแทนบริวารที่ยืนเรียงรายอยู่กล่าวทักทายนายเหนือหัว พรั่งพร้อมด้วยคนอื่นๆที่ก้มโค้งศีรษะให้ทุกคนอย่างเคารพ


“อืม...ฮายาโตะไปอยู่ที่ใดเสียล่ะ” ขุนนางจีหันไปทางผู้ดูแลส่วนตัวแล้วถามถึงหลานชายหัวแก้วหัวแหวนเพียงคนเดียวของตนเอง หญิงวัยย่างสี่สิบผู้เป็นคนดูแลโกคุเดระ ฮายาโตะอย่างใกล้ชิด อีกทั้งยังควบตำแหน่งเป็นแม่นมของนายน้อย เงยหน้ามองผู้ถามแล้วตอบพร้อมรอยยิ้มละไม


“อยู่ที่เรือนเล็กในสวนเจ้าค่ะ คุณหนูฮายาโตะเธอรอท่านจีกลับมาจะแย่ เห็นพูดให้ข้าฟังว่าท่านจีจะพาเธอไปล่าสัตว์”


“ฮึๆๆ เจ้าตัวเล็กจำได้ขนาดนั้นเชียว เรื่องเล่นล่ะแม่นไม่เป็นสองรองใคร แต่พอข้าจับมาเรียนการพาณิชย์อ้างนู่นอ้างนี่บ่ายเบี่ยงไม่เรียนอยู่เรื่อย” ท่านจีขยับยิ้มอย่างอารมณ์ดีเมื่อนึกถึงนิสัยของหลานตัวเอง น้ำเสียงที่เจือไปด้วยความเอ็นดูและอบอุ่นยามเมื่อพูดถึงนายน้อยเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้เหล่าบริวารรักนายเหนือหัวคนนี้ท่วมท้นหัวใจ


“บอกฮายาโตะด้วยว่า ให้มาหาข้าที่เรือนใหญ่ อีกสักชั่วยามหากข้าไม่ติดธุระอะไรข้าจะพาฮายาโตะไปล่าสัตว์ตามสัญญา” ประมุขแห่งตระกูลโกคุเดระสั่งแม่นมอย่างนุ่มนวล ร่างกายอวบของหล่อนโค้งรับคำแล้วกุลีกุจอเดินเลี่ยงออกไปทันที...  แต่หากว่าสัญญาของขุนนางจีที่มีต่อหลานผู้เป็นที่รักคงต้องพับเก็บเอาไว้ เมื่อมีบ่าวอีกคนกึ่งเดินกึ่งวิ่งมาโค้งคำนับรายงานนายเหนือหัวทั้งที่เสียงพูดยังเจืออาการหอบเหนื่อย


“ทะ ท่านจีขอรับ มีเด็กหนุ่มแปลกหน้ารอท่านอยู่ที่ห้องรับรอง บอกว่าจะมาขอฝากตัวเป็นองครักษ์ของนายน้อยขอรับ”








ดวงตาคมสีน้ำตาลเปลือกไม้พนิจพิจารณาห้องรับรองที่ตนเองนั่งรออยู่ เป็นห้องกว้างที่ประดับประดาไปด้วยกระถางดอกไม้ลายวาดด้วยพู่กันจากฝีมือทรงสูง ภาพที่ติดอยู่ที่ฝาผนังก็เป็นภาพวาดโดยจิตรกรมือดีทั้งหมด อาจเป็นเพราะที่นี่ไม่ใช่ห้องรับรองชั้นเอกจึงไม่มีสิ่งของมีค่าจัดโชว์มากนัก แต่ถึงกระนั้น ยามาโมโตะ ทาเคชิก็ขอยอมรับว่าเขาเผลอตื่นเต้นในความหรูหรา


กลิ่นอายความเป็นผู้ดีเช่นนี้ที่เขาควรจะคุ้นเคยแต่ทว่ากลับไม่ได้สัมผัสเลยตั้งแต่เกิดมา นึกสมเพชตัวเองที่หัวใจพาลเต้นกระหน่ำเหมือนบ้านนอกเข้ากรุงตั้งแต่เดินผ่านธรณีประตูเข้ามาในเขตคฤหาสน์ของตระกูลโกคุเดระ


หึ...ไม่นาน...อีกไม่นานนักหรอก ผืนแผ่นดินนี้จะต้องกลับคืนสู่เจ้าของที่แท้จริงของมัน!


ฟึ่บ ครืด...


เสียงเปิดประตูพร้อมกับพาร่างใครบางคนเข้ามาในห้องดึงให้ยามาโมโตะหยุดใช้สายตาสำรวจโน่นนี่สักพัก ตอนนี้ประมุขแห่งตระกูลโกคุเดระที่สูงศักดิ์กำลังยืนอยู่ตรงหน้าเขาก่อนจะพับขานั่งลงตามแบบฉบับของชาววังไม่มีผิดเพี้ยน ดวงตาสีแดงราวอัญมณีโกเมนจับจ้องเขาด้วยความเรียบเฉย แต่ทว่าในดวงตาคู่นั้นกลับซ่อนความรู้สึกบางอย่างเอาไว้อยู่ ริมฝีปากของเด็กหนุ่มลอบยิ้มเหยียดด้วยความชังก่อนจะก้มโค้งศีรษะจรดผืนเสื่อแสดงความเคารพ


“ข้ามีนามว่ายามาโมโตะ ทาเคชิ ได้ยินเสียงล่ำลือของผู้คนในเมืองว่า ท่านขุนนางจีต้องการรับคนมีฝีมือทางวิชาดาบมาเป็นองครักษ์ประจำตัวนายน้อยโกคุเดระ ฮายาโตะ” ชายหนุ่มเงยหน้าขึ้นแล้วเกริ่นนำ ฝ่ามือใหญ่วางนาบกับหน้าขาเรียบร้อยสมเป็นระเบียบซามูไร ขุนนางจีไหวตัวเล็กน้อยแล้วขยับยิ้มมุมปากแล้วเอ่ยประโยคแรกขึ้น....เป็นประโยคแรกที่ทำให้ชายหนุ่มกลัวเกรงในวาจาของพวกชนชั้นสูง


“ผิดคาดนักที่เจ้าเอ่ยนามที่แท้จริงของเจ้าออกมา ข้านึกว่าเจ้าจะปลอมชื่อสกุลของเจ้าเสียอีก”


“เหตุใดข้าต้องทำเช่นนั้น วันแรกที่ต้องฝากกายฝากใจกับนายหัวคนใหม่ หากยังไม่มีความจริงใจต่อกัน ภายภาคหน้าก็ไม่แคล้วว่าจะต้องมีการทรยศหักหลัง”


วาจาคมคายตรงไปตรงมาดูช่างเหมาะเจาะกับใบหน้าหล่อเหลา แต่ในใจของเขากลับไหวหวั่นแปลบปลาบ ไม่นึกเลยว่าขุนนางจีจะรู้จักตัวตนของเขาเร็วถึงขนาดนี้ ด้วยเหตุที่ว่าชื่อสกุลของเขากับท่านปู่อุเก็ตสึเป็นคนละชื่อกัน เพราะว่าหลังจากที่โดนช่วงชิงแผ่นดิน ตระกูลสืบสันดานของอุเก็ตสึก็ต้องเปลี่ยนชื่อสกุลไปเพื่อความอยู่รอด


“เจ้าพูดได้ดี...แต่ดูท่าว่าคงจะสงสัยไม่น้อยเลยว่า ข้ารู้จักเจ้าได้อย่างไร” ดวงหน้าสง่าของขุนนางจีเชิดขึ้นเล็กน้อย ดวงตามีอำนาจหรี่ลงต่ำจับไปยังอาวุธแสนหวงแหนของคนตรงหน้าที่วางอยู่ข้างกาย แล้วเอ่ยคำเฉลย


“ถึงเจ้าจะใช้ผ้าพันไว้แน่นถึงเพียงใด แต่นั่นก็เป็นชิงุเระ คินโทคิไม่ผิดแน่ๆ ดาบที่มีความยาวพอดีเหมาะกับการสู้รบซึ่งมีเพียงนักตีดาบของสำนักราชวงศ์เท่านั้นที่ตีได้ ลักษณะดาบและกลิ่นอายที่พวยพุ่งออกมาบ่งบอกถึงความมีเกียรติและศักดิ์ศรีของความเป็นนักรบชั้นสูง และชิงุเระ คินโทคิเล่มนี้มีเพียงเล่มเดียวในโลก นั่นก็คืออยู่ในความครอบครองของอดีตอัครสมุหกลาโหมแห่งดินแดนประจิม...ตระกูลยามาโมโตะ....มีอะไรที่ข้าพูดผิดไปบ้างหรือไม่?”


คำบรรยายเป็นฉากๆ ทำให้ร่างทั้งร่างของนักดาบหนุ่มชาวาบ สิ่งที่จีพูดมาล้วนถูกต้องไม่ผิดเพี้ยนแม้แต่ประโยคเดียว....ถูกแล้ว ตระกูลของเขามีของตกทอดที่มีค่ายิ่งกว่าทรัพย์สินแก้วแหวนเงินทองใดๆ นั่นก็คือชิงุเระ คินโทคิ ที่นอนอยู่ข้างกายของเขานี่ และมีอีกประโยคหนึ่งที่ถูก นั่นก็คือตระกูลยามาโมโตะเป็นแค่ อดีต อัครสมุหกลาโหมที่ยิ่งใหญ่แห่งดินแดนประจิม


แต่คิดหรือ ว่ามาเหยียบถ้ำเสือแล้วเขาจะกลับไปมือเปล่า...ตอนนี้มีแต่ต้องลุยหน้าต่อ เล่นละครตามน้ำเท่านั้น!


ขอชื่นชมในความปรีชา แต่ข้าขอบอกท่านจีเอาไว้เลยว่าที่ข้ามาหาท่าน ข้ามาด้วยความบริสุทธิ์ใจ...ท่านก็เห็นอยู่ว่าข้ามิได้มีเจตนาปิดบังตัวตนหรือกระทำการเป็นบุคคลต้องสงสัยใดๆทั้งสิ้นยามาโมโตะคลี่ยิ้มบางทั้งที่ในใจแสนจะเหยียดหยัน แล้วใจกล้าสู้เสือสบตาสีโกเมนนั่นตรงๆ พร้อมเอ่ยประโยคถือดีมิได้เกรงว่าตนจะเป็นผู้อ่อนประสบการณ์กว่า


ข้าก็เพียงแต่ว่า ท่านขุนนางจีจะไม่ยึดติดเรื่องบาดหมางของสองตระกูลเราในอดีต คนรุ่นหลานอย่างข้า มิได้รู้เรื่องอะไร ดังนั้นจึงขอโอกาสเหมือนกับคนดีมีฝีมือคนอื่นๆให้ข้าได้ปกป้องนายน้อยโกคุเดระ ฮายาโตะ


ริมฝีปากของขุนนางจีตวัดยิ้มทันทีที่เด็กหนุ่มกล่าวจบ นึกชื่นชมในใจเล็กน้อยว่าเจ้าหนุ่มนี่มีใจที่เด็ดเดี่ยวไม่แสดงอาการไหวหวั่นเมื่อถูกจับไต๋ได้....เหมือนกันเหลือเกิน....เหมือนกันทั้งปู่ทั้งหลาน มิใช่เหมือนเพียงแต่หน้าตาเท่านั้น แต่ยังเหมือนกันกระทั่งอุปนิสัย คิดอยากจะพูดอะไรก็พูด



อาซาริ อุเก็ตสึ อย่านึกว่าข้าไม่รู้ว่าทำไมเจ้าถึงได้ส่งหลานมาหาข้า...



ไม่ว่ามันจะเป็นความต้องการของเจ้าหรือยามาโมโตะ ทาเคชิก็ตาม ข้าก็จะยอมรับตามที่พวกเจ้าขออย่างไม่มีข้อกังขาตามที่ข้าได้สัญญากับเจ้าเอาไว้...


“ตกลง...ข้าจะให้เจ้า...”



ครืด ปึง!


“ท่านปู่ ข้ารอท่านปู่นานแล้วนะ เหตุใดจึงนานนัก!” ไม่ทันที่ขุนนางจีจะเอ่ยคำอนุญาตให้ยามาโมโตะ ทาเคชิเป็นองครักษ์ประจำตัวนายน้อยโกคุเดระ ฮายาโตะ ประตูก็ถูกกระชากเลื่อนเปิดอย่างแรงราวกับต้องลมพัด พร้อมกับเสียงลั่นวาจาดังบ่งบอกความไม่พอใจ...ร่างที่ปรากฎยืนจังก้าอยู่หน้าประตูเรียกดวงตาของขุนนางจีและนักดาบหนุ่มให้หันไปมองพร้อมกัน



บุคคลผู้มาพร้อมกับกลิ่นอายของสายลมอันหอมหวลบริสุทธิ์ที่รำเพยพัด...บุคคลผู้เป็นดั่งที่รักของตระกูลโกคุเดระและประชาชนนับล้านคนในใต้หล้า...



เด็กหนุ่มอายุแรกรุ่นสิบห้าปี ไม่ว่าจะใช้สายตาจับไปที่ใดผิวพรรณก็ขาวเนียนละเอียดดุจน้ำนม เรือนผมสีเงินยวงทิ้งตัวพลิ้วระต้นคอขาวระหง คิ้วโค้งโก่งรับกับดวงตากลมโตสีเขียวมรกตผ่านการเจียระไนงดงามที่ประกายวิบวับตามประสาเด็กได้อย่างเหมาะเจาะ นวลแก้มขาวใสมีสีชมพูผุดผาดมาแต่งแต้มเพราะมาจากความเหนื่อยที่เจ้าตัวรีบวิ่งมา ริมฝีปากบางแดงอย่างธรรมชาตินั่นท่าทางว่าจะจัดจ้านไม่ใช่น้อย ร่างเล็กเพรียวบางของนายน้อยตระกูลโกคุเดระอยู่ในชุดกิโมโนลายประจำตระกูลวาดอย่างงดงามบนเนื้ออาภรณ์ ฮาโอริผืนบางคลุมไหล่มนเรียบร้อยพร้อมกางเกงฮาคามะตัวโคร่งที่ถูกจัดแจงให้ดูทะมัดทะแมงขึ้น


แม้กริยามารยาทจะถอดแบบจากจีผู้เป็นปู่มาได้น้อยนิด แต่ดวงตาคู่นั้นกับดวงหน้าที่งามสง่าเกินชายเชิดขึ้นสมกับเป็นตระกูลที่ซึมซับอากัปกิริยาของสายเลือดขัตติยามาอย่างช้านาน


ดวงตาสีน้ำตาลเปลือกไม้ของชายหนุ่มหรี่พินิจนายน้อยคนสำคัญ...สมกับที่ชาวบ้านร่ำลือกันว่าเป็นหลานชายหัวแก้วหัวแหวนของขุนนางจีที่ริ้นคงไม่ให้ไต่ ไรคงไม่ให้ตอม ถึงได้ดูบริสุทธิ์ไร้รอยตำหนิหรือราคิณใดๆถึงเพียงนี้


“ฮายาโตะ อย่าเสียมารยาท ไม่เห็นรึว่าปู่มีแขก” ขุนนางจีออกปากตำหนิร่างบางที่บัดนี้สีหน้านิ่งเรียบเมื่อเห็น แขกของท่านปู่นั่งเรียบร้อยอกผายไหล่ผึ่ง มองปราดเดียวนายน้อยของตระกูลก็รู้ได้ว่าเป็นกริยาของนักรบซามูไร อีกดวงตาสีมรกตยังกดต่ำเลื่อนมาจับจ้องที่อาวุธหวงแหนของยามาโมโตะ ทาเคชิ และแล้วคิ้วโค้งโก่งสวยก็ขมวดกันเป็นปม


“นักรบชั้นสูง? ท่านปู่มีธุระเรื่องอันใดกับเขาหรือ?...แต่ว่ามันคงจะไม่เกี่ยวอันใดกับหลาน” ดวงตาสีมรกตสวยปรายมอง ยามาโมโตะ ทาเคชิเพียงผิวเผินราวกับว่าเขาเป็นอากาศธาตุ ก่อนสาวเท้าเดินตรงเข้ามาแล้วทรุดตัวนั่ง เรียวแขนบางคล้องกับต้นแขนของจีผู้เป็นปู่ รอยยิ้มฉ่ำหวานเจือกริยาออดอ้อนที่มีให้แก่ประมุขแห่งตระกูลคนนี้เพียงคนเดียวเท่านั้นระบายสดใสบนใบหน้าน่ารัก ซึ่งช่างแตกต่างกับสายตาที่นายน้อยฮายาโตะใช้มองเขาไม่รู้กี่ขุม แต่ถึงกระนั้นก็เป็นมนตราสะกดทำให้ชายหนุ่มผู้นั่งอยู่ตรงข้ามองล่องลอยอย่างเผลอไผล


“หลานให้เวลาท่านปู่อีกไม่นาน...ท่านปู่ลืมไปแล้วหรือไร ว่าให้นมไปบอกหลานว่าจะพาหลานไปล่าสัตว์ นี่หลานรอจวนจะรากงอกแล้ว”


“เห็นทีจะไม่ได้ ฮายาโตะ” ผู้เป็นปู่เอ่ยปฏิเสธเรียบเฉยทว่านิ่มนวล ก่อนจะแกะมือบอบบางที่จับต้นแขนมาถือเอาไว้บนตัก ดวงตาสีแดงมีอำนาจหันไปสบตากับชายหนุ่มจากตระกูลยามาโมโตะอีกครั้ง


“เขาผู้นี้คือ ยามาโมโตะ ทาเคชิ เป็นนักรบหนุ่มฝีมือดี เท่าที่ข้าดูเขาเป็นคนสัตย์สุจริต เที่ยงธรรม มือสะอาดและมีจิตใจที่บริสุทธิ์สมกับเป็นนักรบ...ข้าก็เชื่อว่าเขาเข้มแข็งพอที่จะปกป้องเจ้าได้ ฮายาโตะ ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ข้าจะให้ยามาโมโตะดูแลความปลอดภัยของเจ้าในทุกๆด้าน...แล้วเจ้าอย่าแสดงกริยาดื้อรั้นให้เป็นที่ลำบากใจแก่เขาเด็ดขาด...เข้าใจหรือไม่?


ว่า...ว่าอะไรนะ!!!?


คำประกาศิตที่เอื้อนเอ่ยเป็นวาจาสูงส่งไม่มีผู้ใดคัดค้านได้เป็นดั่งสายฟ้าฟาดลงกลางใจโกคุเดระ ฮายาโตะ สิ่งที่นายน้อยร่างบางตกใจไม่ใช่ที่ว่าท่านปู่จับใครมาเป็นองครักษ์ให้ แต่กลับเป็นนามของซามูไรหนุ่มที่อยู่ตรงหน้าเขา....ยามาโมโตะ ทาเคชิ นามของคนที่ติดอยู่ในขั้วหัวใจของเขามาตั้งแต่เด็ก เมื่อได้ยินจะสัมผัสได้ถึงเพลิงแห่งความอาฆาตที่กำลังเผาผลาญใจของอีกฝ่าย ไม่มีวินาทีใดที่เขาจะลืมเลือน ตระกูลยามาโมโตะเป็นตระกูลขุนนางที่ยิ่งใหญ่ และเป็นคู่กรณีทำศึกแย่งชิงดินแดนกับตระกูลโกคุเดระเมื่อสามสิบปีก่อน!


นัยน์ตาของนายน้อยสั่นระริกเมื่อมองใบหน้าคมคายนั่นตรงๆเป็นครั้งแรก แม้ใบหน้านั้นจะเรียบเฉยไม่แสดงท่าทีใดๆ แต่เขาก็รับรู้ได้ถึงความไม่เป็นมิตร ริมฝีปากเม้มเข้าหากันจนกลายเป็นสีแดงช้ำ...เขาไม่เข้าใจ...ไม่เข้าใจสักนิด ท่านปู่ไม่มีทางลืมว่าตระกูลยามาโมโตะเป็นเสือร้ายที่หลงเหลือทายาท แล้วจะกลับมาขยี้ฉีกเนื้อพวกเรากินวันใดก็วันหนึ่ง....แล้วพอวันนั้นมาถึง เหตุใดท่านปู่จึงชักศึกเข้าบ้านเช่นนี้!!!


ไม่จริง!!! ข้าไม่มีทางเชื่ออย่างเด็ดชาด!!!


“ไม่!! ไม่มีทาง หลานไม่มีวันยอมรับให้คนตระกูลยามาโมโตะมาดูแลหลาน ท่านปู่คิดการอันใดอยู่หลานไม่เข้าใจ!? หรือท่านปู่ไม่คำนึงถึงเรื่อง...!?


“ฮายาโตะ หยุด! เจ้าอย่าได้พูดอะไรที่ระคายหูทั้งข้าแล้วก็องครักษ์ของเจ้าอีกแม้แต่คำเดียว”
ท่านปู่!!?”


ระคาย? นี่หรือเรียกว่าระคาย เขาพูดความจริงไม่ใช่หรือไรกัน!? ณ เวลานี้นายน้อยไม่สามารถออกปากเถียงปู่ของเขาได้เหมือนทุกที จึงได้แต่คัดค้านหัวชนฝาในใจทั้งที่ปากอ้าพะงาบๆอ้ำอึ้ง ในหัวชักจะจับต้นชนปลายไม่ถูก มองสลับไปมาระหว่างปู่ตนเองและองครักษ์หน้าใหม่ที่อย่างไรก็ตามเขาก็ไม่คิดว่าหมอนี่บริสุทธิ์ใจ


ท่าทางของนายน้อยฮายาโตะผู้สูงศักดิ์ทำให้ยามาโมโตะอดอมยิ้มไม่ได้ นึกชมอยู่ในใจว่าอย่างน้อยๆคุณหนูผู้ดีตีนแดงคนนี้ก็ไม่ใช่คนที่ไม่รู้อะไรเลย...ได้รู้ชื่อเขาแล้วโวยวายนับว่าเหนือความคาดหมายอย่างเหลือเชื่อ หรือดีไม่ดีทายาทสืบสกุล  โกคุเดระคนงามคนนี้อาจจะแบกรับเรื่องเมื่อสามสิบปีก่อนไม่น้อยไปกว่าเขาก็เป็นได้



ฮึ...น่าสนุก



“ข้าเข้าใจดีขอรับว่านายน้อยห่วงเรื่อนอันใด...ข้าขอเรียนให้นายน้อยปล่อยวาง แล้วไว้ใจให้ข้าปกป้องนายน้อยด้วยชีวิตของข้า....มิทราบว่าจะเป็นการขอร้องจนเกินสิทธิ์หรือไม่ขอรับ?


คำขออนุญาตที่นายน้อยโกคุเดระได้ฟังแล้วเบือนหน้าหนีด้วยความแขยงชิงชัง ปกป้องด้วยชีวิตหรือ? น่าขำสิ้นดี เจ้าคนตรงหน้าที่กำลังเล่นละครจำอวดนี่อยู่ต้องการมาพรากชีวิตของตระกูลโกคุเดระไปจนหมดจนสิ้นเพื่อแก้แค้นให้บรรพบุรุษต่างหาก สุดท้ายสายเลือดของโกคุเดระก็จะพินาศสิ้นด้วยน้ำมือของขุนนางเก่าทีอาจหาญมาทวงบัลลังก์... 

ยามาโมโตะ ทาเคชิ!!


ไม่...ข้าจะไม่ให้เหตุการณ์แบบนั้นเกิดขึ้นได้แน่...แต่ที่ไม่เข้าใจก็คือ เหตุใดท่านปู่จะไม่ล่วงรู้ถึงจุดประสงค์ที่แท้จริงของยามาโมโตะ ทาเคชิ...หรือว่ามีแผนอันใดอยู่ในใจกัน


ร่างเพรียวระหงของนายน้อยลุกขึ้นยืนอย่างเงียบงันโดยไม่คิดจะเอ่ยคำตอบใดๆ สีหน้านิ่งเรียบแต่สะกดอารมณ์ทุกอย่างเอาไว้ในใจที่คุกรุ่น สับสน เรียบเรียงลำดับเหตุการณ์ไม่ได้ และไม่เข้าใจว่าผู้ถืออำนาจสูงสุดของตระกูลโกคุเดระ คิดอะไรอยู่กันแน่...ตอนนี้คงต้องเตรียมตัวกันเอาไว้ดีกว่าแก้...เพราะแก้ไม่ทันแล้ว ไม่ทันตั้งแต่ทายาทศัตรูคนสำคัญก้าวผ่านประตูเข้ามาที่อาณาเขตคฤหาสน์เรา!


เรื่องนี้...หลานให้ท่านปู่ตัดสินใจ แล้วตัวหลานจะยอมรับทุกๆอย่าง ไม่มีข้อกังขา







จ๋อม!


หงุดหงิด! หงุดหงิดที่สุด หมอนั่นมันสลักสำคัญมาจากที่ใดท่านปู่จึงยอมลบล้างความเกลียดชังในอดีตแล้วปล่อยให้มันมาเดินสลอนอยู่ในคฤหาสน์


จ๋อม!


เจ้ามันคนร้อยเล่ห์พันมารยา ยามาโมโตะ ทาเคชิ ขอท่านปู่มาเป็นองครักษ์ข้าหน้าซื่อๆ มิได้ละอายเลยสักนิดว่าตัวข้าผู้นี้ไม่ยอมรับเจ้าเพียงไหน!


ข้าเกลียดเจ้า ได้ยินไหมว่า ข้า!เกลียด!เจ้า!


มือเรียวบางคว้าก้อนหินก้อนโตขึ้นเรื่อยๆตามระดับอารมณ์ที่ร้อนขึ้นๆพร้อมปะทุออกมาทุกเมื่อ ดวงตาสีมรกตน้ำงามมองทอดไปในสระน้ำใสข้างคฤหาสน์ เหล่าปลาคาร์พสีสดที่กำลังโบกครีบหางว่ายเวียนวนอยู่ไม่ได้ทำให้ใจของนายน้อยแห่งตระกูลโกคุเดระเย็นได้แม้แต่นิด มือข้างที่ถือก้อนหินหยาบระคายบีบแน่นราวกับจะถ่ายเททุกอณูความรู้สึก ก่อนจะเริ่มเอี้ยวตัวยกมันขึ้นเหนือศีรษะ พร้อมที่จะขว้างมันออกไปให้ห่างจากชีวิตมากที่สุด...ห่างมากที่สุด...จนไม่อาจเจอกันอีกในชาติภพนี้!


ตูม!!


เสียงก้อนหินก้อนใหญ่ตีกระทบผิวสระจนน้ำกระจายเป็นฝอยคลื่น มันดำดิ่งลงสู่ก้นสระเบื้องล่างและห่างไกลจากตัวโกคุเดระ ฮายาโตะตามปรารถนา เสียเพียงแต่ว่าพอขว้างเสร็จแรงทรงตัวของนายน้อยร่างบางได้เสียไปชั่วขณะ เขาโงนเงนอยู่ตรงริมสระอย่างน่าหวาดเสียว สีหน้าขาวซีดตื่นตระหนกอยู่ใกล้ชิดกับผิวน้ำมากกว่าปกติ มือไม้ไขว่คว้าหาที่จับยึดแม้สิ่งที่คว้าได้จะมีเพียงอากาศก็ตาม


เฮ้ยๆ!!” ดวงตาสีมรกตหลับปี๋ ชั่ววินาทีที่จมูกได้กลิ่นดินหญ้าและน้ำ เขาแน่ใจแล้วว่าวันนี้ต้องตกลงไปในสระอย่างแน่แท้ หวนคิดเสียดายกิโมโนประจำตระกูล ตัวนี้เพิ่งตัดใหม่ไม่กี่วันนี่เอง


อ๊ากกกกก ตกแน่ๆๆๆ!!


หมับ!                  


หือ?


ไม่เปียก...ไม่ได้รู้สึกสัมผัสที่เย็นและเปียกชุ่มของน้ำ แต่มีเพียงความแข็งแรงของอะไรบางอย่างมารั้งเอวของเขาไว้มิให้พลัดถลาลงไปในสระ หลังของนายน้อยฮายาโตะชนปะทะกับแผ่นอกแกร่งของใครบางคน ส่วนแขนอีกข้างก็ถูกมือที่ใหญ่กว่ารวบจนมิด ลมหายใจอุ่นๆเป่ารดตรงขมับช่วยบรรเทาอาการตกใจ แต่ฉับพลันที่เจ้าของอ้อมแขนเอ่ยเสียงทุ้มแผ่ว ก็เป็นดั่งเสียงเตือนสตินายน้อยคนสำคัญว่าบัดนี้ตนเองติดหนี้คู่กรณีที่ร้ายที่สุดเข้าให้แล้ว


“นายน้อย...ถ้าตกลงไปถึงตายเชียวนะขอรับ” ประโยคนั้นสัมผัสได้ถึงความเย็นกระด้างที่ไม่ได้เรียกว่าเป็นคำปลอบโยน ทำให้คนที่กำลังขวัญหายสะบัดตัวออกจากอ้อมแขนอีกฝ่ายอย่างแรง ดวงหน้างามร้อนวูบไม่ใช่เพราะเกิดจากความเขินอายแต่เป็นความโกรธ นัยน์ตาสีมรกตโชนแสงโรจน์ถลึงมองผู้มีพระคุณอย่างเคืองจัด


“ถ้ารู้ว่าข้าจะตายแล้วจะมาช่วยทำไม สายเลือดตระกูลโกคุเดระได้มีอันเป็นไปมันเป็นความประสงค์ของเจ้าอยู่แล้วมิใช่รึ”


ยามาโมโตะขยับยิ้มบางรับคำเสียดสี นัยน์ตาสีน้ำตาลเปลือกไม้ประกายแววตาที่นายน้อยแห่งโกคุเดระอ่านไม่ออก ภายนอกเจืออาการขบขันไม่ถือสาเอาความ แต่ภายในเก็บซ่อนอะไรเอาไว้อยู่ก็ไม่อาจรู้


“นายน้อยเข้าใจผิดแล้วขอรับ ความประสงค์และเจตนารมย์ของข้าคือปกป้องท่านให้ปลอดภัยจากภยันตรายทั้งปวง ท่านจีได้อนุมัติหน้าที่ข้าเรียบร้อยแล้ว นั่นก็คือ การเป็นองครักษ์อารักขานายน้อยอย่างใกล้ชิด”


“โกหกบ่อยๆ ไม่ใช่วิสัยของซามูไร ยามาโมโตะ ทาเคชิ” ดวงตาสีมรกตนั้นประกายอำนาจยามใช้จ้องบุรุษตรงหน้า น้ำเสียงแข็งกร้าวของนายน้อยผู้สูงศักดิ์เอ่ยชัดถ้อยชัดคำ “บอกข้ามาได้แล้ว ว่าเจ้าต้องการอะไรกันแน่!?


“ข้ามิได้ต้องการอะไรขอรับ นายน้อย สิ่งที่ข้าทำล้วนเกิดจากความบริสุทธิ์ใจ”


“บริสุทธิ์ใจรึ?” เรียวปากบางของโกคุเดระฮายาโตะแค่นยิ้มเหยียด เสียงหัวเราะเยาะหยันดังก้องจากภายในลำคอ นึกประณามชายหนุ่มที่ยืนอยู่ต่อหน้าเขาหนักหนา นับตั้งแต่เกิดมาจวบจนสิบห้าปีหาได้เจอคนที่ไม่กระดากอายต่อคำเท็จของตัวเองเฉกเช่นยามาโมโตะ ทาเคชิมาก่อน อีกดวงตาสีน้ำตาลเปลือกไม้นั้นยังจ้องเขาตอบด้วยแววตาอวดดีอย่างที่ไม่สมควรจะทำหากยืนอยู่ต่อหน้าทายาทตระกูลขุนนางผู้ใกล้ชิดสายเลือดขัตติยา


ดวงเนตรสีมรกตหรี่มอง ก่อนจะเอื้อนเอ่ยคำจุดชนวน...ชนวนของเพลิงใหญ่ที่ลุกลามสองตระกูลจากอดีตจนถึงปัจจุบันก็หาได้มอดดับไปไม่ “อย่ากล่าวว่าเจ้าบริสุทธิ์ใจ หากแท้จริงแล้วเป้าหมายของเจ้าคือการล้างแค้นให้กับบรรพบุรุษของเจ้าที่แพ้กับท่านปู่ของข้าเมื่อสงครามชิงดินแดนสามสิบปีก่อน!!


สิ้นคำดั่งฟ้าดินสดับรับฟัง ลมประหลาดพัดกรรโชกแรง เสียงอื้ออึงหวีดหวิวฟังดังคล้ายเสียงแห่งความโศกา สูญเสียของวินาศกรรมสงครามภายในประเทศเมื่อสามสิบปีที่แล้ว บัดนี้ดวงตาของสองทายาทขุนนางแดนบูรพาและประจิมโชนแสงโรจน์ หมดสิ้นแล้วนักรบหนุ่มที่เยือกเย็น ความอดทนของเขาที่มันสั่นคลอนตั้งแต่แรก ได้แตกเป็นเสี่ยงๆเมื่อได้ยินคำประณามว่าตระกูลของเขาปราชัย เลือดในกายเดือดพล่าน กรามขบกันแน่นด้วยอารมณ์ที่แค้นจัดกำลังปะทุ จิตสังหารรุนแรงพวยพุ่งอย่างที่ทำให้ศัตรูตัวสั่นงันงกยอมทิ้งอาวุธแล้วร้องอ้อนวอนขอชีวิต...แต่ไม่ใช่กับโกคุเดระ ฮายาโตะ เพราะความหงุดหงิดหัวเสียก็กำลังถาโถมเข้าใส่เขาเช่นเดียวกัน


“เพราะอย่างนี้เจ้าถึงได้เข้ามาตีสนิทกับปู่ข้า ถือโอกาสขอมาเป็นองครักษ์ประจำตัวข้า...หึ! นี่เจ้าเห็นว่าคนตระกูลโกคุเดระโง่เง่าถึงขั้นยอมเป็นลูกไก่ในกำมือเจ้าหรืออย่างไร”


ฟังมาถึงตรงนี้ยามาโมโตะได้กรีดยิ้มเหี้ยมเป็นครั้งแรก ร่างสูงปราดเข้าประชิดร่างบางของนายน้อยเพียงเสี้ยววินาทีที่ไม่ทันหายใจออก เขาใช้มือเพียงข้างเดียวรวบข้อมือบางทั้งสองแล้วกระชากอย่างแรงจนร่างทั้งร่างของโกคุเดระถลาเข้าไปซบอกกว้าง ชั่ววินาทีที่เขาไม่ทันจะหลบหลีกหรือขืนตัว...ชั่ววินาทีที่ลมหายใจร้อนๆเป่ารดอยู่ตรงริมหูผิดกับคำพูดอันแสนเยือกเย็น


“ตีสนิทกับปู่ของเจ้ารึ? เจ้าไม่ได้โง่เง่าอะไรนักหรอก เพียงแต่คิดตื้นไปหน่อยเท่านั้น...ทำไมถึงไม่คิดบ้างล่ะว่า ข้าตั้งใจมาตีสนิทเจ้าต่างหาก”


คำเอ่ยแก้ที่แสนจะปั่นประสาททำให้ดวงหน้างามต้องสะบัดขึ้นไปมองเตรียมจะด่าให้สาแก่ใจ แต่ด้วยระยะความใกล้ชิด ปลายจมูกของทั้งสองแทบจะติดกัน อีกทั้งดวงตาสีน้ำตาลเปลือกไม้ทั้งทรงพลังและเสน่ห์ที่จ้องลงมาทำให้หัวสมองของนายน้อยกลวงไปชั่วขณะ รอยยิ้มแพรวพรายนั้นทำให้ใจเต้นตึกตักจนเจ้าของอยากจะสั่งให้มันหยุดเต้นไปเสียด้วยความกลัวว่าคนตรงหน้าจะได้ยิน

....ไม่! ไม่มีทาง คนอย่างโกคุเดระ ฮายาโตะ ไม่มีทางมาแพ้อำนาจทางจิตวิทยาใครง่ายๆ แต่ไม่เข้าใจว่าเหตุใดร่างกายเขาจึงเริ่มสั่น...ร่างกายยังไม่เท่าไหร่ เพราะบางทีอาจเกิดจากความโกรธ...



แต่หัวใจ...เหตุใดจึงสั่นสะท้าน...



“ปล่อยข้า!” โกคุเดระสะบัดแขนอย่างแรงให้หลุดจากพันธนาการที่แข็งยิ่งกว่าโซ่เหล็ก ดวงตาสีมรกตหลบวูบไม่กล้าสบคู่สนทนาอีกต่อไป แม้แต่การเปล่งเสียงพูดยังเหมือนเด็กหัดพูด


“ขะ ข้าไม่สนใจ ว่าเจ้าคิดอะไรอยู่ แต่รู้เอาไว้อย่างเดียวว่า ข้าจะปกป้องท่านปู่และตระกูลโกคุเดระมิให้ผู้ใดมากระทำย่ำยีเกียรติศักดิ์ศรีแม้แต่ปลายนิ้ว!


ร่างเล็กหมุนตัววิ่งกลับเข้าคฤหาสน์ทันทีที่กล่าวจบ ปล่อยให้นักดาบหนุ่มร่างสูงยืนอยู่ที่เดิมตรงนั้น ใบหน้าคมคายขยับรอยยิ้มฉายแววสนุกสนานเมื่อเสียงแห่งความตั้งใจแม้มันจะสั่นคลอนยังคงลอยล่องในโสตประสาท



“ข้าจะปกป้องท่านปู่และตระกูลโกคุเดระมิให้ผู้ใดมากระทำย่ำยีเกียรติศักดิ์ศรีแม้แต่ปลายนิ้ว!


ปกป้องจีและตระกูลโกคุเดระรึ...ช่างกล้าหาญเสียจริงนายน้อย คำนึงว่าผู้อื่นสำคัญกว่าตัวเองอย่างนี้สิยิ่งค่อยสมควรจะเป็นตัวเอกในบทแก้โศกนาฏกรรมเมื่อสามสิบปีก่อนของข้า



เพราะเจ้าเห็นแก่คนอื่น...แต่ตัวเจ้าเองเล่า...จะปกป้องไม่ให้ข้าย่ำยีได้หรือไม่นะ...






ด้วยเหตุที่เกิดในวันนั้น นายน้อยโกคุเดระได้ประจักษ์ในแผนการของยามาโมโตะจนหมดจนสิ้น เขาก็ได้ตั้งปณิธานเอาไว้แล้วว่าจะปกป้องตระกูลโกคุเดระอันทรงเกียรตินี้เอาไว้ให้ได้ ไม่ว่าจะเป็นความจริงหรือไม่ เขาก็ไม่ปักใจเชื่อว่ายามาโมโตะจะยอมละมือจากปู่ของเขาและมาเล่นงานเขาแทน เพราะองครักษ์ผู้พิทักษ์ตัวเขานั้นมีมากยิ่งกว่าท่านปู่เสียอีก และแม้ผู้คุ้มกันของท่ายปู่จะยอดฝีมือเพียงใด คงจะไม่ครณาฝีมือระดับผู้สืบทอดชิงุเระ คินโทคิเป็นแน่เท้


ชีวิตของท่านปู่สำคัญเป็นอันดับแรก...เพราะท่านปู่คือเสาหลักของตระกูล เป็นที่ปรึกษาที่สำคัญที่สุดขององค์จักรพรรดิส่วนตัวเขานั้นเป็นตายร้ายดีเช่นไรก็มิได้สำคัญ


คิดได้ดังนี้นายน้อยแห่งตระกูลโกคุเดระจึงย้ายห้องนอนของตนมาอยู่ห้องข้างๆของขุนนางจีอย่างเงียบๆ ที่รู้เรื่องก็มีเพียงแม่นมและสาวใช้เพียงสองสามคนเท่านั้น แน่นอนว่าความลับเรื่องการหยั่งเชิงดูความเคลื่อนไหวของยามาโมโตะนั้นจะให้จีรู้ไม่ได้โดยเด็ดขาด เพราะเขาต้องโดนกล่าวหาว่าปรักปรำใส่ความองครักษ์ประจำตัว ซึ่งจีต้องถือหางข้างอริอย่างไม่มีทางสงสัย ต่อให้เป็นสิบคืน สิบเดือน สิบปี เขาก็จะรอดูทุกฝีก้าว จะวัดกันก็ย่อมได้ว่าระหว่างโกคุเดระ ฮายาโตะ กับยามาโมโตะ ทาเคชิ ผู้ใดมีความอดทนสูงกว่ากัน



ตึก ตึก


เสียงฝีเท้าของใครบางคนกระทบผืนเสื่อทางด้านนอกห้องเรียกดวงตาสีมรกตให้หันไปเหลือบมอง มือบางคว้ามีดสั้นเข้ามาถือแน่น แล้วจึงค่อยเดินเงียบๆไปสอดส่องอยู่ตรงประตู แต่ภาพที่เห็นเบื้องหน้ามีเพียงความมืดของราตรี ไม่มีสิ่งใดที่ผิดปกติไปเกินกว่าสายตาของนายน้อยโกคุเดระจะสังเกตได้


อะไรกันนะ? เมื่อกี้เป็นเสียงคนเดินไม่ผิดแน่


มือขาวกระจ่างท่ามกลางความมืดมิดเลื่อนประตูออกเบาแล้วหันมองซ้ายมองขวาให้ถนัดตา คืนนี้ลมหนาวยะเยือกโชยพัดแรง ท้องนภาที่เป็นสีดำยิ่งมืดสนิทเพราะเมฆฝนไปบดบังแสงของดวงดาวและจันทรา นิ้วเรียวเกี่ยวปอยผมที่ลมพัดมาปิดหน้าตาให้ไปทัดหู ก่อนจะมองดูอีกครั้ง...แต่ก็ยังเหมือนเดิม ไม่มีอะไรผิดสังเกต นายน้อยร่างบางจึงหมุนตัวเตรียมหันหลังกลับ แต่ไม่ทันที่จะก้าวผ่านประตูนั้น!


หมับ!!


“อุ๊บ!! อื้อออ” มีมือแกร่งปริศนาตรงเข้ามาตะครุบปากของเขาเอาไว้ ส่วนมืออีกข้างกำแน่นที่ข้อแขนบางเพื่อพันธนาการมิให้มีดสั้นตรงเข้ามาทำร้ายผู้อาจหาญได้ กำลังที่มีมากกว่าหลายเท่าบีบรัดร่างกายจนรู้สึกเจ็บไปทั่วสรรพางค์ ทั้งยังถูกฉุดกระชากลากถูให้เข้ามาในห้อง 


ไม่มีทางรอด...ยิ่งดิ้น ยิ่งต่อต้าน ยิ่งสะบัด ก็ยิ่งเจ็บปวดมากยิ่งขึ้น สัมผัสแบบนี้ที่ไม่ใช่สัมผัสคนแปลกหน้า เพราะร่างกายเขาเหมือนรับรู้ได้ว่าเคยรองรับสัมผัสแบบนี้มาก่อน


ทันทีที่คนแปลกหน้าผู้อหังการปิดประตูห้อง ลมอันแสนหนาวเย็นที่พัดกระหน่ำก็หยุดชะงัก มือใหญ่ปล่อยร่างของนายน้อยให้เป็นอิสระ และผลที่ตามมาก็อันตรายจนแทบหยุดหายใจเมื่อมีดสีเงินวาววับเล่มเรียวตวัดชี้หน้าของเขาทันที ดวงตาสีเขียวมรกตฉายแววโกรธเคืองในที่สลัว แต่ริมฝีปากบางกลับแค่นยิ้มเหยียดในชัยชนะเมื่อใบหน้าของเจ้าคนบังอาจสะท้อนชัดเต็มสองตา


“แล้วเจ้าก็มาจนได้ ยามาโมโตะ ทาเคชิ ไม่เสียแรงที่อุตส่าห์ขุดกับดักมานานวันเพื่อรอพยัคฆ์อย่างเจ้ามาติดบ่วง”
ฟังคำเปรียบเทียบแล้วยามาโมโตะก็แย้มรอยยิ้ม นัยน์ตาสีเปลือกไม้ตวัดมองบุคคลตรงหน้าตั้งแต่ศีรษะจรดเท้าเป็นทำนองว่า นี่น่ะหรือ นายพรานจะมาจับพยัคฆ์


“นายน้อยขอรับ ไม่มีนายพรานคนใดมานั่งรอนอนรอเหยื่ออย่างนี้หรอกนะ เพราะก่อนที่พยัคฆ์จะติดบ่วง ก็ต้องเห็นนายพรานก่อน แล้วนายพรานนั่นล่ะที่จะโดนพยัคฆ์ขย้ำ.....หากจะเปรียบให้ถูกต้อง นายน้อยคงจะเป็นกวาง เหยื่อที่แสนโอชารสล่อให้พยัคฆ์อย่างข้าออกมาล่ากระมังนะ”


“ข้าจะเป็นกวางหรือนายพรานไม่ใช่เรื่องสำคัญ...ประเด็นมันก็อยู่ที่ตัวเจ้าที่ลอบจะเข้าสังหารปู่ข้าในยามราตรีนี้ต่างหาก ฮึ! ท่านปู่นอนอยู่ห้องถัดไปนี่ หากไม่ใช่จะมาฆ่าท่านปู่ เจ้าก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่ต้องขึ้นมาในเรือนใหญ่!


นายน้อยแห่งตระกูลโกคุเดระกล่าวโทษผู้บุกรุกอย่างไม่รอช้า ซึ่งก็ไม่ทำให้ผู้บุกรุกเดือดร้อน กลับตวัดยิ้มมุมปาก ดวงตาฉายแววเหยียดหยัน


“ข้ามิใช่คนตระกูลโกคุเดระ ที่ถนัดเรื่องลอบกัด ไม่กล้าประจันหน้าตัวต่อตัว”


“บังอาจ!” น้ำเสียงของนายน้อยโกคุเดระตวาดทันทีที่ไม่ทันจบประโยคอันแสนหยาบคายหู มือที่ถือมีดชี้หน้าบุรุษผู้อุกอาจเริ่มสั่นระริกด้วยอารมณ์โทสะ “เจ้าเอาเรื่องอะไรมาพูดว่าคนตระกูลโกคุเดระเป็นคนขี้ขลาด ถนัดเรื่องลอบกัด!?


“หึ!  จีสอนเจ้ามาดีจริงๆ คงจะให้ท่องทุกวันล่ะสิท่าว่าตระกูลโกคุเดระเป็นตระกูลขุนนางชั้นสูงมีเกียรติประวัติที่ขาวสะอาด เกียรติยศสูงส่ง แต่ได้หารู้ไม่เลยว่าภายใต้ความงดงามของประวัติศาสตร์นั้นได้มีความกระด้างซ่อนอยู่!” น้ำเสียงของนักรบหนุ่มบัดนี้เย็นเยียบ นัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มฉายแววเกรี้ยวกราดอย่างน่ากลัว ร่างสูงค่อยย่างสุมเข้าใกล้โกคุเดระเรื่อยๆ ทั้งๆที่ในมือถือมีด แต่ฝ่ายที่ต้องถอยหลังกลับเป็นคนถือมีดเสียเอง


“เมื่อสงครามเมื่อสามสิบปีก่อน วันที่ปู่ของเจ้าได้ประหัดประหารปู่ของข้าเพื่อแย่งชิงดินแดน ปู่ของเจ้าได้ใช้วิธีที่ไม่ควรจะเรียกว่าเป็นวิธีการที่สมศักดิ์ศรี ทั้งๆที่อยู่ในสมรภูมิรบ มีทหารตายเกลื่อนกลาด แต่ปู่ของข้ากลับยืนตัวเปล่า ไม่มีดาบคู่กายของท่านอยู่ในมือ... ขุนนางจี อัครสมุหนายกแห่งดินแดนบูรพา...ฮะฮะ พวกเจ้าใช้วิธีการสกปรกอันใดรึที่ทำให้ปู่ของข้าต้องสิ้นชีวิตเปล่าดายโดยไม่ได้สู้อย่างนั้น!!!


ทุกประโยค...ทุกถ้อยคำที่ทำร้ายจิตใจตรงเข้าถาโถมใส่ทายาทตระกูลโกคุเดระ ริมฝีปากบางเม้มเข้าหากันจนไร้สีเลือด ตอนนี้อารมณ์ของเขาไม่คงที่อีกต่อไป เมื่อคนตรงหน้าร้อนมาเขาก็พร้อมจะร้อนกลับ คำหยามเกียรติที่ตั้งแต่เกิดมาไม่เคยมีใครมาหยามตระกูลเขาถึงเพียงนี้  ทนไม่ได้ มันยากเย็นขนาดไหนที่ท่านปู่เพียรพยายามกระทำความดีเพื่อแผ่นดินมา นานเพียงใดที่ผืนดินแดนอาทิตย์อุทัยนี้สงบสุขเพราะท่านปู่


ข้าไม่มีทางให้ถูกเหยียบย่ำเพราะคำพูดพล่อยๆของไอ้เด็กเมื่อวานซืนที่ไม่รู้แล้วทำเป็นสู่รู้!!


“หึ! ข้านึกว่าที่เจ้าแค้นตระกูลข้าหนักหนาจะมีเค้ามูลความจริงมากกว่านี้เสียอีก ที่แท้ก็หูเบาฟังความข้างเดียวแล้วเอาไปตัดสินใจเป็นตุเป็นตะ อาซาริ อุเก็ตสึปู่ของเจ้ามีเหตุผลบางประการที่ต้องยอมละทิ้งแผ่นดิน และต้องตายด้วยลูกธนูของปู่ข้า หาใช่เพราะวิธีการอันสกปรกที่เจ้ากล่าวหามาไม่!


ใบหน้าสวยสง่าเชิดขึ้น ไม่มีความกลัวเข้าจับจิตใจว่าจะถูกบั่นคอด้วยชิงุเระ คินโทคิของชายหนุ่ม ณ วินาทีนี้ ความถูกต้องและความยุติธรรมต่อตระกูลโกคุเดระสำคัญยิ่งกว่าชีวิตของเขาเป็นร้อยเท่าพันเท่า


“ที่เจ้าว่าตระกูลของข้าขี้ขลาด คงต้องเปลี่ยนคำพูดเสียแล้วกระมัง...หึ! นี่หรือ คนตระกูลอาซาริ อัครสมุหกลาโหมแห่งดินแดนประจิมที่แสนจะกล้าหาญ”


“โกคุเดระ ฮายาโตะ!!!


ผลั่ก!


“โอ๊ย!! เฮ้ย!


ชั่ววินาทีที่ความเดือดดาลกลืนกินจิตใจของนักรบหนุ่มที่เยือกเย็น เขาคว้าต้นแขนของคนตรงหน้าแล้วเหวี่ยงลงกับพื้นเสื่อแข็งก่อนจะโถมตัวลงคร่อมราวกับสัตว์ป่ากระหายเหยื่อ ดวงตาคู่นั้นมองนายน้อยตระกูลโกคุเดระด้วยความเคียดแค้นชิงชัง มือแกร่งกดข้อมือของอีกฝ่ายฝังกับพื้นอย่างแน่นหนา ใบหน้าของโกคุเดระ ฮายาโตะตอนนี้แม้จะซีดเผือดด้วยความตกใจผสมความกลัว แต่ก็ไม่อ้อนวอนหรือร้องขอให้อีกฝ่ายปล่อยแต่อย่างใด เสียงร้องที่โดนเหวี่ยงทันทีทันใดเมื่อสักครู่นี้ จะเป็นเสียงร้องแห่งความเจ็บปวดคำสุดท้ายที่หมอนี่จะได้ยินจากปากของเขา!


“ตระกูลข้าเป็นตระกูลนักรบ....สืบทอดจิตวิญญาณอันทรงเกียรติและพลังของชิงุเระ คินโทคิ ไม่มีทางละทิ้งแผ่นดิน หันหลังให้กับการต่อสู้ ปู่เจ้ามันร้อยเล่ห์พันมารยา ออกอุบายลวงปู่ของข้าให้ยกแผ่นดินให้!!


“หุบปาก! เจ้าอย่าเอ่ยคำดูถูกปู่ของข้าอีกแม้แต่คำเดียว ไม่อย่างนั้นข้าจะเอามีดนี่กรีดปากเจ้าให้เป็นริ้วๆ!

คำขู่ที่แสนน่ากลัวทำให้อีกฝ่ายขยับยิ้มเหี้ยม นัยน์ตาคมกริบแพรวพรายกดจ้องคนเบื้องหน้า มือแกร่งบีบรัดแขนของอีกฝ่ายแรงยิ่งขึ้น ก่อนจะเอ่ยคำพูดตอบรับกร้าว



“ถ้าอย่างนั้นก็มาดูกันไหม ว่าระหว่างมีดของเจ้ากับปากของข้าอะไรมันจะคมกว่ากัน!!



“อุ๊บ อื้อออ!!” สิ้นคมใบหน้าคมคายก็โน้มใกล้แล้วประกบกับริมฝีปากสีอ่อน ใช้ความรุนแรงบดขยี้ให้ความร้อนรุ่มดุจโลหะเผาไฟได้ซึมซาบเข้ากลีบปากของอีกฝ่าย เขารวบข้อแขนบางแล้วพันธนาการไว้ด้วยมือเพียงข้างเดียว ส่วนอีกมือบีบอย่างแรงเข้าที่เชิงกรามของอีกฝ่ายเพื่อไม่ให้หนีไปไหน บัดนี้ไฟแห่งความโกรธแค้นที่สั่งสมมานานของทายาทหนุ่มยามาโมโตะถูกผลักดันให้อีกฝ่ายรับรู้ผ่านจุมพิต ยิ่งดิ้น ยิ่งสะบัดหน้าหนี เขาก็ยิ่งกดริมฝีปากให้แนบชิดบดเบียด ลิ้นร้อนๆแทรกเข้าไปตักตวงหาความหอมหวานอย่างอุกอาจและดุดัน ความเร่าร้อน ความเจ็บปวดกำลังแผดเผานายน้อยแห่งโกคุเดระให้ละลายอย่างช้าๆ


ผ่านไปเนิ่นนานของความทรมาน กลิ่นคาวเลือดกรุ่นติดอยู่ปลายจมูกยามาโมโตะเสียงหอบหายใจแผ่วเบาระทวยดังอยู่ริมหูเขา ร่างกายที่ตอนแรกบิดเกร็งตอนนี้กลับโอนอ่อนราวกับตุ๊กตาผ้าที่ไร้ชีวิต มีดสั้นหลุดจากมือของนายน้อยแห่งโกคุเดระอย่างง่ายดาย แต่สัมผัสที่ทำให้นักรบหนุ่มกรีดริมฝีปากยิ้มอย่างพึงพอใจที่สุดก็คือสัมผัสถึงน้ำอุ่นๆที่ซึมโดนแก้มเขา ความพึงพอใจจนที่ทำให้เจ้าตัวถอนริมฝีปากออกแล้วมองหน้าอีกฝ่ายด้วยตัวเอง


โกคุเดระ ฮายาโตะ ทายาทผู้สูงศักดิ์ของตระกูลโกคุเดระที่เขาเกลียดแสนเกลียดกำลังร้องไห้ กลีบปากบางแดงช้ำห้อเลือดจากฝีมือของเขา แม้จะไม่มีแรงแผลงฤทธิ์เหมือนอย่างตอนแรกแล้ว แต่ดวงตาสีมรกตที่ฉ่ำไปด้วยหยาดน้ำใสๆคู่นั้นยังคงมองเขาด้วยสายตาที่รังเกียจเดียดฉันท์อย่างแจ่มชัด มือบางกำแน่นจนเล็บจิกเนื้อฝ่ามือ แม้จะไร้กำลังและอ่อนแอ แต่ยังคงหยิ่งในเกียรติศักดิ์ศรี ไม่ร้องแสดงความเจ็บปวดซักแอะ


“ช่างอดทนจังเลยนะขอรับนายน้อย หากเจ็บก็บอกข้ามา ข้าจะได้เบามือกว่านี้” ยามาโมโตะแสร้งถาม นิ้วแกร่งไล้เคลียไปตามแก้มนวลใสเพื่อปาดน้ำตา แต่โกคุเดระกลับสะบัดหน้าหนีอย่างรังเกียจ ราวกับไม่อยากให้เขาแตะต้องร่างกายไปมากกว่านี้ ขนาดสถานการณ์กำลังเป็นรอง แต่กริยายังคงแข็งกร้าว อวดดีไม่มีเปลี่ยน


“เจ้ามัน...ปิศาจ”


รอยยิ้มผุดพรายบนใบหน้าหล่อคมของยามาโมโตะราวรับคำชมเชย เขาเอื้อมไปกระตุกดึงโอบิผืนยาวที่พันรอบเอวบางออก ร่างทั้งร่างของโกคุเดระกระตุกเฮือก และยิ่งตกใจไปอีกเท่าทวีคูณเมื่อมือทั้งสองของตนถูกมัดอย่างแน่นหนาด้วยโอบิของตนเอง สายตาของยามาโมโตะจับจ้องไปทั่วเรือนร่างขาวผ่อง อาภรณ์หลุดลุ่ยเคลียไปตามสัดส่วนบอบบางที่ไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นรูปร่างของเด็กหนุ่มวัยใกล้เคียงกัน มือหยาบกระด้างไล้ไปตามต้นขาขาวเนียน แต่สัมผัสจากฝ่ามือนั้นเต็มไปด้วยความเคียดแค้น ปรารถนาจะทำลายมันให้แหลกคามือ หาใช่จากความใคร่ที่ปรารถนาจะทะนุถนอม


หึ! ถ้าเจ้าคิดว่าตัวเจ้าบริสุทธิ์นัก ข้าจะเป็นผู้ทำให้มันแปดเปื้อนเอง...ถ้าเจ้ายังไม่รู้สึกทรมาน ข้าก็จะทำให้เจ้ารู้สึกเอง!


“นี่จะทำ...อะไร” ความกลัวแล่นเข้าจับจิต เป็นเพราะดวงตาสีน้ำตาลเปลือกไม้ที่มองมายังเขาฉายแววชั่วร้ายยิ่งกว่าปิศาจ ก่อนที่น้ำเสียงทุ้มแผ่วจะเอ่ยคำพูดสุดท้าย ...



.........คำพูดประโยคสุดท้ายที่โกคุเดระ ฮายาโตะจะต้องแบกรับ



“หากจะโทษ ก็จงโทษที่เจ้าเกิดมาเป็นสายเลือดของจีเถอะ หึหึหึ”


“...”


“อ๊ะ...อ๊า!!!!



คืนนี้...สายฝนเทกระหน่ำสาดผืนปฐพีชะล้างทุกสรรพสิ่ง พร้อมเสียงกรีดร้องอื้ออึงของวายุที่โหมแรง ต้นไม้ใหญ่ไหวเอนลู่ไม่อาจต้านทานพลังรุนแรงแห่งธรรมชาติ หยาดเม็ดฝนเป็นพันล้านแสนล้านเม็ดอาจเทียบไม่ได้กับหยาดน้ำตาของเด็กหนุ่มผู้รองรับบทลงโทษแห่งสงครามที่สั่งสมมานานถึงสามทศวรรษ หมดสิ้นแล้วเกียรติยศ ศักดิ์ศรีของเขา มันถูกพรากเอาคืนจากผู้ชนะสงครามที่แท้จริง


...ต่อให้สูงส่งเพียงไร หากแต่ยังไร้ความเข้มแข็งก็ต้องถูกเหยียบย่ำ เช่นดอกเบญจมาศกองาม ถึงจะเป็นบุปผาสัญลักษณ์แห่งจักรพรรดิราช แต่ก็ยังเป็นเพียงดอกไม้ พอเผชิญกับสายฝนที่บ้าคลั่ง วายุพัดแรง ก็ต้องหักล้ม กลีบดอกที่เคยบานสง่าก็ปลิวหายไปกับสายลมตามยถากรรม...


.

.

.

.

.

.
TBC...

มิยะขอเม้าท์

ฟิคเก่าเล่าใหม่? อุ้ย เปล่านะ =w= นี่เป็นภาคแรกของของขวัญอิเนียนที่จะลงในวันที่ 24 เมษานี้ต่างหากเงอะ // หลบหน้าหลบตาสุดชีวิต เป็นของขวัญที่มอบให้พี่กวางเมื่อสามปีที่แล้วค่ะ เป็นฟิคที่ใช้เวลาแต่งนานมากเมื่อเทียบเป็นหน้ากระดาษ จำได้ว่าหลายเดือนอยู่ทีเดียว และเป็นฟิคพีเรียดเรื่องแรกด้วย เหตุก็คือเจ้าของวันเกิดนี้ชอบพีเรียดมากๆ คือตอนเขียนนี่แอบเกร็งพอสมควรเลยค่ะ อ่านแล้วอ่านอีก แก้แล้วแก้อีก กลัวไม่ได้มู้ด เป็นฟิคเรื่องหนึ่งที่ไอ้มิยะเสียดายคอมเม้นท์มากๆ ขอบคุณพี่กวางที่เอาฟิคเก๊าไปลงโกดังด้วย ตอนนั้นเป็นวนิพกพเนจรของจริงเลยค่ะ T_T

ความจริงมันเป็นช็อตฟิคลงหนึ่งตอนจบ แต่ขออนุญาตหั่นเป็นสองตอนนะก๊ะ จะได้ไม่ลายตากัน อิอิ

จิ้มตอนต่อไปเลย

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น