หน้าเว็บ

วันพุธที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2557

Au.Fic KHR [805918] อดีตนิรันดร์ : 02



Au.Fic KHR [805918] อดีตนิรันดร์
Period Drama
NC-17
คำเตือน เนื้อหาในเอนทรีนี้มีเนื้อหาเกี่ยวกับชายรักชาย หากท่านใดไม่ต้องการรับรู้หรือรับไม่ได้ กรุณาปิดหน้าต่างนี้ไปค่ะ ช่วงระยะเวลาที่ดำเนินเรื่องนั้นเป็นการผสมผสานระหว่างยุคสมัยจริงในประวัติศาสตร์ผสมผสานกับจินตนาการของผู้แต่ง ดังนั้นไม่สามารถใช้อ้างอิงในเชิงวิชาการได้ โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่านค่ะ



อดีตนิรันดร์:02




เวลาผ่านพ้นไปจนถึงค่ำคืนของอีกวัน ดวงตะวันได้เลื่อนลับไปนานแล้ว บนท้องฟ้าที่มืดมิดของยามราตรีกาลมีดาวพราวพร่างแข่งดวงจันทร์ส่องแสงสว่างนวลละออ หากแต่ว่าทั้งหมดทั้งมวลนั้นอาจไม่เจิดจ้าเท่ากับคบเพลิงที่แขวนอยู่กับรั้วของแต่ละบ้านเป็นแน่ ไม่ว่าจะเป็นกระท่อมหลังน้อยนิดที่ผนังสานด้วยไม้ไผ่หลังคาหุ้มด้วยหญ้าคา หรือไปจวบจนกระทั่งคฤหาสน์หลังมหึมาของเหล่าชนชั้นสูงผู้เรืองศักดิ์ แสงสีส้มนวลของคบไฟจุดต้อนรับค่ำคืนแห่งฤกษ์งามยามดี ที่ดินแดนอาทิตย์อุทัยนี้กำลังจะมีเจ้าอยู่หัวองค์ใหม่มาครองราชสมบัติ

รถม้าที่ลากเลื่อนด้วยอาชาสีดำขลับสองตัว เคลื่อนมาจอดอยู่หน้าคฤหาสน์ใหญ่ริมสระน้ำของตระกูลโกคุเดระ แต่รถม้านี้หาใช่รถม้ารับจ้างไม่ หากแต่เป็นของตระกูลผู้ตรวจการและควบคุมกองทหารสูงสุดแห่งราชสำนัก

ร่างสูงโปร่งในกิโมโนทางการสีม่วงเข้มปักเย็บด้วยไหมแท้สีเงินวาววับเป็นลวดลายนกกระเรียนสยายปีกอย่างวิจิตรบรรจง ฮะโอริสีดำขลับคลุมแผ่นหลังกว้างและกางเกงฮาคามะที่เข้าชุดกัน เรือนผมสีดำสนิทเช่นเดียวกับดวงตาคมเรียวพร้อมทั้งใบหน้าคมคายแฝงไปด้วยพละกำลังและทรงอำนาจอิทธิพลช่วยเสริมให้เขานั้นดูดีและน่าเกรงขามยิ่งกว่าผู้ใด ดาบเล่มงามถืออยู่ข้างลำตัวไม่ห่างกาย ท่วงท่าทุกอิริยาบทก็บ่งชี้ว่าเขาคือนักรบสูงศักดิ์ผู้มากด้วยศักดิ์ศรีและฝีมือ

หากเทพแห่งสงครามในอดีตที่เล่าสืบทอดต่อกันมาคือบุคคลผู้สง่างามฉันใด... ฮิบาริ เคียวยะผู้นี้ก็คือยอดนักรบผู้มีรูปลักษณ์ตราตรึงหัวใจฉันนั้น...

“ท่านเคียวยะ...” แม่นมประจำกายของเจ้านายน้อยที่เขามารอรับกึ่งเดินกึ่งวิ่งออกมาจากเรือน แล้วโค้งคำนับให้กับเขา สีหน้าของหญิงอาวุโสกระอักกระอ่วนใจเล็กน้อย แต่จำต้องรายงานไปตามสัตย์จริง “เจ้านายน้อยฮายาโตะเธอยังแต่งกาย ไม่เสร็จเจ้าค่ะ...กรุณาเข้าไปรอในเรือนรับรองก่อนเถิด”

ท่านผู้ตรวจการสูงสุดเลิกคิ้วเล็กน้อยกับรายงานของแม่นม นึกขบขันในใจลึกๆว่าทั้งที่เมื่อวานเป็นคนบอกจะเป็นฝ่ายรอเขาแท้ๆ...แต่สุดท้ายคนที่รอก็ต้องเป็นเขาเช่นเดิม เป็นเช่นนี้ตั้งแต่สมัยยังวัยเยาว์ เมื่อเขาจะมารับฮายาโตะไปงานก็ต้องมานั่งรอประจำ...สาเหตุก็คงเพราะเหล่าบรรดาคนรับใช้เลือกกิโมโนไม่ถูกใจเจ้าตัว มีแต่สีหรือรูปทรงที่เหมาะสำหรับจะแต่งให้เด็กผู้หญิงมากกว่า แต่ฮายาโตะไม่เคยรู้ว่าเขาแอบค้านในใจ...ว่าที่สาวใช้เลือกนั่นก็เหมาะแล้ว...

จำได้ว่าเมื่อก่อนเขาได้รับอนุญาตให้ไปดูเจ้านายน้อยแต่งกายถึงในห้องเสียด้วยซ้ำ...คิดถึงเสียงเจื้อยแจ้วบ่นโน่นบ่นนี่ คิดถึงดวงหน้าเล็กที่มุ่ยลงเวลาไม่ได้ดังใจ แต่มันก็ทำให้ช่วงระยะเวลาการรอคอยสั้นลงไปอย่างแปลกประหลาด...

และนี่เป็นสิทธิ์...สิทธิ์ที่เป็นของเขา...และจะเป็นของเขาเพียงผู้เดียวเท่านั้น

สิทธิ์ในการรอ...และได้เห็นเจ้านายน้อยโกคุเดระคนนั้นในชุดกิโมโนทางการเป็นบุคคลแรก...

ร่างสูงโปร่งเดินอ้อมจากหน้าเรือนใหญ่โดยตามแม่นมไป อาณาเขตตระกูลโกคุเดระที่เขาไม่ได้เข้ามาเหยียบย่างถึงสิบปีไม่ต่างไปจากเดิมเท่าใดนัก แต่ที่เห็นจะแปลกตาไปก็คือสวนนั้น...

สวนที่ตระกูลโกคุเดระเรียกว่าสวนต้องห้าม สถานที่เขากับฮายาโตะเคยจะเข้าไปเล่น แต่ก็ถูกขุนนางจีห้ามไว้ ซ้ำยังถูกลงโทษ สวนนั้นคือสิ่งที่ไม่มีใครกล้าเข้าไปแตะต้อง สมควรที่พวกบรรดาวัชพืชจะขึ้นจนหมดความสวยงาม หากแต่ยามนี้กลับถูกจัดแต่งอย่างประณีต...

และบนพื้นนั้น...เขายังเห็นช่อดอกเบญจมาศสีขาววางอยู่....

ดวงตาเรียวคมสีดำหยุดมองภาพนั้นเพียงชั่วครู่จากนั้นจึงก้าวเท้าเดินต่อไปราวไม่สนใจ แล้วเข้าไปในเรือนรับรอง แต่พลันก็ต้องแปลกใจเมื่อในห้องที่ถูกจัดแต่งอย่างสง่างามไม่ได้มีแต่เขาเพียงผู้เดียว ยังมีผู้ที่นั่งจิบน้ำชาอย่างสงบรออยู่ก่อนแล้วเหมือนจงใจมารอพบเขา และคนผู้นี้ไม่ใช่แขก แต่เป็นประมุขเจ้าของคฤหาสน์ริมน้ำแห่งนี้

ฮิบาริ เคียวยะนั่งลงกับเบาะผ้าไหมตรงข้าม โค้งให้เจ้าบ้านเล็กน้อยแต่ไม่มีคำพูดใดทำเอาผู้อาวุโสขยับรอยยิ้มขึ้นมาบางๆ เพราะแต่ไหนแต่ไรเด็กคนนี้ก็เป็นคนที่เงียบเช่นนี้อยู่แล้ว...ขนาดเจ้าคนช่างจ้ออย่างฮายาโตะโตมายังรู้จักสงบปากสงบคำบ้าง ชายหนุ่มที่เติบโตอย่างสง่างามตรงหน้าเขาก็คงอยู่กับความเงียบเป็นนิจ

“ไม่ได้พบกันเสียนาน ท่านผู้ตรวจการสูงสุด...ปู่ของเจ้าไม่ได้มาด้วยรึ” คำเรียกเปลี่ยนแปลงไปตามยศถาบรรดาศักดิ์ที่ร่างสูงโปร่งได้รับสมกับเป็นขุนนางจีผู้เคร่งครัดในด้านมารยาท แต่บรรยากาศรอบกายเขาก็มิได้ทำให้รู้สึกถึงความเหินห่าง

“ท่านปู่ได้ล่วงหน้าไปที่วังก่อนแล้ว และข้าก็เข้าใจว่าท่านจะถึงงานแล้วด้วยเช่นกัน” แม้ใบหน้ารูปสลักยังคงเยือกเย็นเฉยชา แต่คำถามนั้นแสดงความสงสัยออกมาจากใจ ขุนนางจีผู้นี้เป็นผู้ที่ยึดถือในระเบียบพิธีการและให้ความสำคัญต่อราชประเพณีไม่น่าจะยังอยู่ที่คฤหาสน์

แม้งานในคืนนี้จะเป็นงานฉลองก่อนการขึ้นครองราชอิสริยาภรณ์อย่างเป็นทางการในเช้าวันพรุ่งนี้ แต่แขกเหรื่อที่ไปงานก็เป็นขุนนางคนสำคัญชั้นผู้ใหญ่ที่จะไปแสดงความยินดีกับองค์ชายรัชทายาท และมีการประชุมฝ่ายในเพื่อแต่งตั้งองคมนตรี

แล้วเหตุใด...

“ข้าอยู่เพื่อรอพบเจ้า...แล้วเชื่อว่าระยะเวลาในการแต่งกายของฮายาโตะ คงพอที่จะพูดคุยอะไรกับเจ้าได้บ้าง” เสียงเรียบเฉยมีกระแสเอือมระอาใจเล็กน้อยเมื่อเอ่ยถึงหลานชายของตนเอง ดวงตาสีแดงโกเมนทรงอำนาจจับมองใบหน้าชายหนุ่มที่นิ่งเงียบเตรียมพร้อมรับฟัง แล้วเอ่ยถามขึ้นอย่างตรงไปตรงมา

“เจ้าคงได้พบ เขาผู้นั้นแล้วใช่หรือไม่ ผู้ตรวจการสูงสุด”

คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันแน่นทันทีเมื่อสิ้นคำถาม และมีเพียงคนเดียวที่ขุนนางจีจะหมายถึงได้ เสียงต่ำทุ้มเอ่ยนามนั้นออกมาอย่างเยือกเย็น ยามาโมโตะ ทาเคชิ?

“เจ้าคิดว่าเช่นไร” ขุนนางจีเอ่ยถามต่อเป็นสิ่งที่ทำให้ร่างสูงโปร่งต้องแปลกใจอีกครา ณ ตอนแรกเขาไม่คิดสนใจเจ้าผู้ดีเก่าจากดินแดนประจิมถึงเพียงนั้น แค่คิดว่าเป็นคนที่ต้องจับตามองเป็นพิเศษ แต่ถึงขั้นคนตรงหน้าอยู่รอพบเขาแล้วพูดคุยเกี่ยวกับเจ้านั่น เท่านี้ก็พอจะสรุปได้แล้วว่าไม่ใช่เรื่องธรรมดา

“สัตว์ร้ายบาดเจ็บจากทิศประจิมที่ยังเลียแผลไม่หาย” ประโยคนิยามที่ชัดเจนในสายตาเขาและพอจะพูดถึงเจ้านั่นได้คงจะมีแต่เพียงเท่านี้ ร่างสูงโปร่งนิ่งเงียบไปสักพักแล้วขยายความ “เป็นคนที่มีฝีมือทางศาตราวุธเก่งกาจ แม้ข้าจะยังไม่เคยประมือกับเขา แต่ก็พอที่จะรู้สึกได้ จิตสังหารแข็งแกร่ง...และความแข็งแกร่งนั้นจะเป็นได้ทั้งผู้ปกป้องและผู้ทำลาย”.......เช่นเดียวกับข้า

คำต่อที่เขาเลือกที่จะกลืนเอาไว้ในลำคออย่างที่ไม่ใช่นิสัยตรงไปตรงมาทำให้ขุนนางอาวุโสผู้ใกล้ชิดเลือดขัตติยาที่สุดพยักหน้าราวกับรับรู้ ดวงตาสีโกเมนนั้นลึกล้ำอ่านยากไม่อาจบอกได้ว่าพอใจหรือผิดหวังกับสิ่งที่ได้ฟัง พลางเอ่ยขึ้นต่อ

“ใจของผู้ที่เหยียบย่างแผ่นดินของผู้อื่นนั้นไม่มีวันผสมผสาน โลหิตที่ตกลงสู่แผ่นดินที่ไม่ใช่บ้านเกิดของตนเองนั้น ส่วนมากคือโลหิตของผู้ที่เป็นศัตรู...เป็นของผู้ทำลายหาใช่ปกป้อง และเป็นการไม่สมควรที่จะทำให้โชคชะตานั้นหมุนเวียนให้ผู้บริสุทธิ์นั้นต้องมารับเคราะห์อีกครา...”

เสมือนกล่าวอย่างไม่เจาะจง...แต่ซึมซาบลึกลงสู่ความรู้สึกประหนึ่งน้ำหยดลงบนผืนทราย...

เสมือนราบเรียบเฉยชา...ทว่าชัดเจนหนักแน่นและเจ็บปวด

ฉับพลันหัวใจของนักรบที่เคยด้านชาต่อทุกอย่างรอบกายกระตุกอย่างแรงอย่างย้ำเตือนว่าเขายังคงมีมันอยู่...และผู้ที่ทำให้เขารับรู้กับมันได้ ทั้งแผ่นดินนี้ก็มีเพียงคนๆเดียวเท่านั้น...

ร่างสูงโปร่งนิ่งงันทั้งๆที่มันชาวาบ ความเจ็บปวดไร้สาเหตุทิ่มแทงไปทั่วร่างกายราวหนามแหลม ยิ่งสบกับดวงตาสีแดงโกเมนคู่นั้นที่มองมาอย่างสื่อความหมายของ ผู้บริสุทธิ์ยิ่งทำให้เขานั่งทนฟังเสียงก้อนเนื้อรัวจังหวะก้องกังวานดังขึ้นในโสตประสาทอย่างไม่คุ้นชิน และความรู้สึกที่มันบีบแน่นอย่างไม่ปรานีราวกับจะทำให้ใจเขาแหลกสลายเป็นเสี่ยงๆจนต้องกำด้ามดาบข้างกายเพื่อระบายคงจะเป็นคำๆนั้น...

อีกครา...

ทุกถ้อยคำของขุนนางอาวุโสทำให้เขาคาดเดาได้ไม่ยากนัก...ว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับราชสกุลโกคุเดระผู้เป็นหมากสำคัญในการรวบรวมบูรพปฐพีและดินแดนประจิมเข้าด้วยกัน...และเรื่องที่เกิดขึ้นร้ายแรงเพียงไหน...

แต่นั่นเป็นสิ่งที่ตระกูลโกคุเดระสมควรจะได้รับตามกฎแห่งวัฏจักรความอาฆาตแค้น...แล้วฮิบาริ เคียวยะผู้เข้าใจวัฏจักรนั้นมากกว่าใครก็ไม่คิดจะสนใจ...

ตระกูลโกคุเดระ ปฐพีบูรพาหรือดินแดนประจิม ทุกอย่างต้องเป็นไปตามโชคชะตา...

ทว่า....

โชคชะตานั้นไม่ใช่สิ่งที่โกคุเดระ ฮายาโตะจะต้องพบเจอหรือแตะต้องมัน!

“ถ้าหากข้าไม่เอ่ยปากบอก สักวันเจ้าคงจะรู้เองอยู่ดี...แล้วมันก็เป็นเรื่องที่เจ้าจะมีสิทธิ์รู้...” ขุนนางโกคุเดระผ่อนลมหายใจเล็กน้อยอย่างที่ไม่ค่อยได้เห็นบ่อยนักบ่งชัดว่าท่านผู้อาวุโสไม่สบายใจนักกับเรื่องที่จะเอ่ย “สำหรับอดีตเมื่อเจ็ดปีก่อนของเด็กคนนั้นที่ไม่มีเจ้าข้างกายไม่ได้สวยงามนัก ผู้ตรวจการสูงสุด...แต่ก็เป็นช่วงเวลาที่สูงค่าพอที่เด็กคนนั้นไม่มีวันลืม...”

“เรื่องที่ทำให้ฮายาโตะเจ็บปวดไม่สมควรที่จะเรียกว่าสิ่งสูงค่า”

เสียงทุ้มต่ำคำรามกร้าวในลำคอจนน่ากลัว ดวงตาคู่นั้นมืดมนราวคืนพายุโหมกระหน่ำ คู่สนทนาต่างวัยยังคงวางท่าทีเรียบเฉย หากแต่บรรยากาศของเขาเยือกเย็นขึ้นเหมือนจะสู้กับไอสังหารร้อนระอุของชายหนุ่มตรงหน้า ตลอดชีวิตของขุนนางจีทำศึกสงครามมาพอสมควรทั้งด้วยการเจรจาและด้วยคมดาบ...เขาชินชากับรังสีเข่นฆ่าและรู้ดีว่าใครตั้งใจจะบั่นคอเขาจริงๆ

ฮิบาริ เคียวยะ...เป็นหนึ่งในนั้น.......

“เรื่องนั้นอยู่ที่ฮายาโตะเป็นผู้ตัดสิน ไม่มีใครที่ควรจะเข้าไปแทรกแซง ไม่ว่าจะเป็นเจ้า...หรือแม้แต่ข้า”

สิ้นประโยคหนักแน่นเด็ดขาด ความเงียบน่าอึดอัดก็คืบคลานในเรือนรับแขก ดวงตาสองคู่สบกันนิ่งและเนิ่นนานท่ามกลางบรรยากาศร้อนอ้าว ฮิบาริ เคียวยะต้องพบกับสถานการณ์ที่รับมือยากยิ่งกว่าช่วงวิกฤติในสมรภูมิรบ ถ้อยคำที่ขุนนางจีเอ่ยออกมาเมื่อสักครู่มันเป็นคำตอบที่ชัดเจนมากพอว่าคนตระกูลโกคุเดระรู้สึกเช่นไรกับยามาโมโตะ ทาเคชิ...

และชัดเจนพอๆกับที่ผู้ชายคนนั้นมีชีวิตอยู่ ไม่ถูกประหารชีวิตทั้งๆที่เป็นชนวนสงครามระหว่างดินแดน...

“หลานชายของท่านแต่งกายช้าเกินไป...และนี่ก็จวนเวลาแล้ว” เป็นฝ่ายท่านผู้ตรวจการสูงสุดแห่งดินแดนที่ต้องหลบสายตาก่อน ทว่าไม่ใช่อาการของคนที่จะยอมแพ้แต่เป็นเพราะรู้ว่าถ้าหากดันทุรังเค้นบุรุษอาวุโสตรงหน้าต่อไปก็ไม่เป็นผล และมันก็ยังไม่ใช่เรื่องที่เขาควรจะต้องรู้ไปมากกว่านี้....
ยังไม่ถึงเวลา....

ร่างสูงโปร่งค้อมตัวเล็กน้อยเป็นเชิงบอกลาแล้วลุกขึ้นเหยียดตัวตรงเช่นเดียวกับเจ้าของคฤหาสน์ที่ยืนขึ้นเพื่อส่ง หากแต่ก่อนที่แผ่นหลังแข็งแกร่งจะหันกลับออกจากเรือน เสียงทุ้มต่ำเย็นชาเอ่ยขึ้นอย่างจริงจัง

“ข้าไม่ทราบจุดประสงค์ที่ท่านบอกเรื่องนี้ให้ข้ารับรู้ เมื่อถึงเวลาเหมาะสมข้าจะเอ่ยถาม หวังว่าท่านจะตอบข้าตามความเป็นจริง”

น้ำเสียงที่ฟังไม่ใช่การอ่อนข้อสมกับเป็นฮิบาริ เคียวยะ แต่นั่นก็มากพอแล้วที่ทำให้ขุนนางจีทราบว่ามันไม่ใช่คำสั่ง หากแต่ประมุขโกคุเดระก็ยังคงเป็นประมุขโกคุเดระคนเก่าผู้ไม่เคยเปิดโอกาสให้ใครจาบจ้วงเรื่องราวหรือสมบัติล้ำค่าของตระกูล ดวงตาสีโกเมนยังคงฉาบไปด้วยความเยือกเย็นแห่งอำนาจว่าไม่ตอบรับ...แต่ก็ไม่ปฏิเสธ

อากาศภายนอกเรือนยามนี้เย็นกว่าภายในมาก แต่สาเหตุคงไม่ใช่เพราะอุณหภูมิโดยตรง...อย่างน้อยความร้อนที่สุมอยู่ในอกจนทำให้เขาสูญเสียความเยือกเย็นนี้ก็เป็นเครื่องพิสูจน์ที่ดีพอ...เขาไม่ปฏิเสธว่าเมื่อฟังประโยคสุดท้ายที่ขุนนางจีพูดเขาไม่เห็นด้วยจนต้องเอ่ยปากเถียง แต่สถานการณ์มันก็บังคับให้เขายอมรับโดยดุษณีและในสถานะของเขาตอนนี้ก็ทำได้เพียงแค่ขอร้องและรอคอย...

ความจริงมันอาจไม่ใช่ประโยคนั้น...

แต่เป็นเพียงแค่คำๆเดียวที่ขุนนางจีเอ่ยแต่แรกว่าเขา มีสิทธิ์รู้

ไม่ใช่ ต้องรู้.....










สาเหตุที่ฮิบาริ เคียวยะ ผู้ตรวจการสูงสุดแห่งแผ่นดินอาทิตย์อุทัยสามารถรอคอยการแต่งตัวของเจ้านายน้อยโกคุเดระได้มีหลายประการ และหนึ่งในนั้นคือเจ้าคนที่ทำให้เขาต้องนั่งรอทำให้เขารู้สึกคุ้มค่ากับเวลาที่เสียไปได้ทุกครั้ง

...แต่คราวนี้มันต่างกันออกไป...

เพราะนอกจากคำว่าคุ้มค่า...เขายังได้ประจักษ์กับคำว่า ล้ำค่า

ร่างโปร่งบางที่นั่งอยู่หน้ากระจกเงาอยู่ในชุดกิโมโนชั้นสูงสีขาวนวลทอด้วยผ้าไหมอย่างประณีตงดงามแทบกลืนไปกับสีผิวของผู้สวมใส่หากแต่ตัดด้วยฮะโอริสีแดงเลือดนกปักเลื่อมทองเป็นตราประจำตระกูลโกคุเดระอย่างงดงามกลางแผ่นหลังบอบบางดูงามสง่าสูงส่งซ้ำยังขับผิวขาวให้กระจ่างเข้าไปอีก ใบหน้าเรียวแต่งแต้มเพียงแป้งแต่ยังคงสวยละมุนตาแข่งแสงจันทร์หันมาหาเขาทันทีที่เขาก้าวเท้าเข้ามาในห้องแต่งกายเพราะแม่นมของคนตรงหน้าอนุญาต แต่ร่างสูงโปร่งกลับคิดว่าโอกาสที่แม่นมมอบให้ เขาใช้ได้ไม่คุ้มค่าสักเท่าใด...

            เพราะเขาก็ยังคงยืนอยู่ตรงนั้นไม่อาจขยับไปที่ใดได้....

จวบจนกระทั่งเจ้านายน้อยโกคุเดระคลี่ยิ้มออกมาน้อยๆอย่างสำนึกผิด แล้วเอ่ยซ้ำประโยคเดิมเหมือนเมื่อวาน

“ทำให้เจ้าต้องรออีกแล้ว...ขอโทษด้วย” คำขอโทษที่ทำให้ร่างสูงตีสีหน้าเคร่งขึ้นทันทีว่าทำไมต้องพูดคำนั้นกับเขาบ่อยนักแต่นิ้วชี้เรียวที่ชี้ไปที่เส้นผมสีเงินยวงของตนเองทำให้ฮิบาริ เคียวยะทราบสาเหตุว่าทำไมคนตรงหน้าถึงได้ช้า

ว่าที่ที่ปรึกษาส่วนพระองค์กำลังประสบปัญหาใหญ่กับทรงผม ซึ่งก็เป็นปัญหาเดิมในวัยเยาว์ว่าเส้นผมที่จะสั้นก็ไม่สั้นจะยาวก็ไม่ยาวจัดแต่งยาก และคืนวันนี้เป็นพิธีการค่อนข้างสำคัญและมีเกียรติ จะปล่อยให้มันระต้นคอไปคงจะไม่เหมาะนัก

ร่างสูงโปร่งระบายลมหายใจอย่างเหนื่อยอ่อนแล้วก้าวเท้ายาวเข้ามายืนอยู่ข้างหลังร่างบางไม่พูดไม่จาแต่คำตอบก็ชัดเจนพอเมื่อมือแกร่งจับหวีขึ้นมาแล้วลงมองสางเส้นผมให้กับคนที่นั่งอยู่อย่างไม่สนใจสายตาตื่นตะลึง

ฮิบาริ เคียวยะกำลัง...หวีผม..ให้เขา...

คนอย่างเคียวยะนี่น่ะหรือ......

ถึงจะอยากถามแต่ไม่มีคำพูดใดจากปากเจ้านายน้อยโกคุเดระนอกจากดวงตาสีเขียวมรกตจับจ้องการกระทำของเพื่อนคนสำคัญผ่านกระจกเงา...ดวงตาที่จริงจังเป็นนิจคู่นั้นก็ยังคงเหมือนเดิมทว่าไม่มีแววดุหรือเย็นชาเหลืออยู่แม้สักเสี้ยว...เคียวยะสางผมให้เขาอย่างเชื่องช้าทั้งๆที่มันอาจทำให้ไปพิธีสาย และเจ้านายน้อยโกคุเดระลงความเห็นว่ามันอาจเป็นความไม่ชินของคนที่จับดาบเสมอแล้วอยู่ดีๆมาลงมือหวีผมให้กับคนอื่น

....ซึ่งไม่รู้เลยว่าข้อคิดเห็นของเขาผิดเพี้ยนไปจากความจริงอยู่มาก

ดวงตาคมเรียวสีดำเหลือบขึ้นสบกับคนข้างหน้าผ่านกระจกเล็กน้อยก่อนที่นิ้วเรียวแกร่งจะเกี่ยวเอาเส้นผมที่ตกอยู่ตรงข้างเสี้ยวใบหน้ามารวมกันในมือ สัมผัสอบอุ่นจากปลายนิ้วสัมผัสผ่านผิวแก้มแล่นเป็นริ้วๆจนร้อนผ่าวไปทั่วใบหน้าจนเขาต้องหลุบดวงตาลงแล้วมองหน้าตักของตัวเอง รับรู้เพียงแรงขมวดที่ดึงศีรษะหน่อยๆแล้วค้างอยู่เช่นนั้นเมื่อท่านผู้ตรวจการสูงสุดหยิบปิ่นเงินแท้เกี่ยวพันแล้วเสียบขวางเข้าไปกลางมวยผม

ใบหน้าสวยเงยขึ้นมองกระจกอีกครั้ง เท่านั้นเขาก็นั่งนิ่งอึ้งอย่างไม่เก็บอาการ พึมพำชื่อของบุรุษผู้น่าเกรงขามที่สุดในแผ่นดินแต่ผลงานกลับสวนยศตำแหน่งออกมาเสียงแผ่ว

“เคียว...ยะ...”

เหมือนท่านผู้ตรวจการสูงสุดจะเข้าใจว่าคนตรงหน้าหมายความเช่นไร เขาหัวเราะในลำคอแล้วตอบตรงๆ “ข้าคงทำผมให้ใครไม่เป็น ถ้าหากไม่มีเจ้าเป็นเพื่อน ความจริงเจ้าก็ไม่ควรจะตกใจ....เพราะนี่ไม่ใช่ครั้งแรก”

“เจ้า...ว่าอะไรนะ” ดวงตาสีมรกตเบิกขึ้นกว้างกว่าเก่า แม้จะอยู่ในอาการตกใจสับสนแต่เจ้านายน้อยก็เพียรคิดย้อนกลับไปในวัยเยาว์ แล้วก็เพิ่งเข้าใจเพราะเวลาที่เขาจะทำผมก็ต้องเผลอนั่งหลับหน้ากระจกทุกที และพอตื่นมาอีกครั้งทรงผมของเขาก็เรียบร้อยและทั้งหมดทั้งมวลโกคุเดระก็คิดมาโดยตลอดว่าเป็นฝีมือของแม่นมหรือสาวรับใช้คนใดคนหนึ่ง

...ใครจะไปกล้าคิดว่าหลานชายของท่านอดีตสมุหกลาโหมปฐพีบูรพาที่เข้มงวดและน่าเกรงขามที่สุดในดินแดนอาทิตย์อุทัยจะลุกจากเบาะนั่งแล้วมาจัดแต่งผมให้เขาแบบไม่บอกไม่กล่าว...ซ้ำยังไม่ปลุกอีกด้วย

ศีรษะที่เคยยุ่งเหยิงแล้วเจ้าตัวนั่งจ้องมันมาอยู่นานสองนานกลายเป็นทรงมวยต่ำๆทว่าเปิดใบหน้าดูหวานซึ้งและสง่างามทำให้คนทำอดยิ้มขึ้นมานิดๆด้วยความพึงพอใจไม่ได้ ส่วนเจ้านายน้อยโกคุเดระก็รู้สึกยินดีอยู่ที่การที่เขานั่งนิ่งๆเป็นบุคคลกิตติมศักดิ์ให้ผู้ตรวจการสูงสุดทำผมให้ มันจะแลกกับรอยยิ้มหายากของอีกฝ่าย แต่ก็อดแกล้งตำหนิไม่ได้ว่า

“เจ้าทำให้ข้าดูเหมือนสตรี”

คำบ่นที่ทำให้ฮิบาริถึงกับเลิกคิ้ว นึกในใจว่าความผิดใครกันแน่....

“แทนที่จะโทษข้า...เจ้าโทษหน้าตาเจ้าดีกว่าไหม” คำสวนกลับมาทันทีทำให้เจ้านายน้อยถอนหายใจออกมาอย่างเหนื่อยหน่ายแทนที่จะกระดากอาย เพราะเขาชักชินชากับประโยคทำนองนี้ของเพื่อนที่กรอกหูเขามาตั้งแต่เด็กเสียแล้ว และถ้าหากกาลเวลาไม่บ่มเพาะกริยามารยาทที่ท่านปู่เคี่ยวเข็นแล้วเขาคงได้โวยวายใส่แล้วกระโดดเข้าไปประทุษร้ายท่านผู้ตรวจการสูงสุดเหมือนตอนเด็กเป็นแน่

ร่างโปร่งบางหันซ้ายหันขวาเพื่อดูความเรียบร้อยอีกครั้ง แล้วเปรยออกมาอย่างไม่จริงจังเท่าใดนัก

“ถ้าเช่นนั้นข้าควรจะตัดผม...”

“ไม่จำเป็น” เสียงทุ้มต่ำกระซิบแผ่วเบาที่ด้านหลังชิดริมหูทำให้คนคิดจะตัดผมเกือบสะดุ้งเฮือกหากไม่ติดว่ามือแข็งแรงทั้งสองข้างยึดไหล่ของเขาเอาไว้ให้นั่งตัวตรง เสมือนบังคับให้มองภาพสะท้อนการกระทำของผู้ที่อยู่ข้างหลังชัดเจน ปลายจมูกโด่งคมปัดผ่านลำคอขาวระหงไปข้างหลังอย่างอ้อยอิ่ง ใกล้เสียจนรับรู้ถึงลมหายใจอุ่นๆที่เป่ารดคลอเคลียจนเจ้านายน้อยชะงักค้างเผลอบีบมือบนหน้าตักของตัวเอง และสุดท้ายคือสัมผัสอบอุ่นที่ฝังลงกับมวยผมและเสียงทุ้มต่ำที่เอ่ยอย่างแนบชิดขึ้นว่า “...เช่นนี้ก็ดีแล้ว”

ท่านผู้ตรวจการสูงสุดค้างการกระทำไว้เพียงชั่วครู่โดยที่ไม่ยอมคลายแรงกดบนบ่าของร่างโปร่งบาง แล้วค่อยๆผละออกไป เป็นวินาทีเดียวกับที่เจ้านายน้อยโกคุเดระได้อากาศปลอดโปร่งกลับคืนมาอีกครั้ง หากแต่มันเป็นชั่วเวลาสั้นๆและสิ้นสุดทันทีเมื่อสบกับสายตาคมปลาบที่ทอแววแพรวพราวอย่างที่เขาไม่เคยเห็นจากคนๆนี้เลย ซ้ำยังเอ่ยประโยคที่เคยเป็นของเขาเมื่อวานนี้ราวหยอกล้อ

“รีบไปกันเถิด ท่านที่ปรึกษาส่วนพระองค์ หากช้าจะเป็นการเสียมารยาทต่อองค์ยุพราช”









วังหลวง

บุรุษผู้รักษาการณ์ตำแหน่งอัครสมุหกลาโหมคือผู้ที่ควบคุมกำลังทหารและดูแลเรื่องการปกปักษ์รั้วพระนคร ดังนั้นไม่แปลกอะไรที่ยามาโมโตะ ทาเคชิจะไม่ได้สัมผัสสิ่งสวยงามมาตลอดเวลาที่เข้ามารับราชการในวัง แม้จะมีงานรื่นเริงบ้างเล็กน้อยแต่เขาก็ไม่คิดสนใจจะเข้าร่วมเพราะรังเกียจที่จะสู้บางสายตาที่มองมาทางเขาอย่างไม่เป็นมิตร...ก็ตามประสาผู้ที่ไม่อาจเรียกได้ว่ามีแผ่นดินอยู่ได้อย่างเต็มปาก

หากทว่าคราวนี้มันต่างออกไป...เขารู้สึกปรารถนาจะพบหน้าของผู้ที่จัดแต่งงานนี้เสียจริง...

ทันทีที่ก้าวเข้าพระราชฐานชั้นในที่ใช้เป็นสถานที่จัดพิธีฉลอง ดวงใจที่เคยด้านชากลับรู้สึกอิ่มเอมอย่างแปลกประหลาดเมื่อรอบท้องพระโรงถูกจัดแต่งด้วยบุปผามงคลนานาพันธุ์อย่างประณีตไม่มากไปไม่น้อยไป กลิ่นดอกไม้สดผสมผสานกับเครื่องปรุงหอมในกระถางกำยานอวลอลได้อย่างลงตัว ไม้ประดับถูกตัดแต่งกิ่งอย่างเหมาะสมงดงามหรือแม้แต่การวางผ้าผืนหนาหลากสีที่บรรจงปักลายด้วยไหมทองตามพระทวารหรือพระแกลดนตรีทำนองผะแผ่วแว่วหวานจากเครื่องสายโบราณบรรเลงโดยกวีเอกแห่งราชสำนัก ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนประดับให้บรรยากาศคืนนี้ดูงามอย่างไร้ที่ติ หากแต่ยังคงความมีมนต์ขลังของพระราชพิธีของสายเลือดขัตติยา

ยามาโมโตะ ทาเคชิพิจารณาดูบรรยากาศก่อนเริ่มงานเลี้ยงฉลองแล้วอดคิดไม่ได้ ว่าความรู้สึกที่ตีตื้นขึ้นมานี้ช่างเหมือนกับตอนที่เขาได้รู้จักความสวยงามครั้งแรกในชีวิตที่เกิดขึ้นในหัวใจเมื่อเจ็ดปีก่อน...และมันยังคงเป็นความงดงามเดียวตลอดมา...

สวยสูงส่ง...หลบซ่อนด้วยความอ่อนโยนและเข้มแข็ง...

เช่นเดียวกับเจ้า...

“ดูท่าทางท่านจะพอใจกับงานไม่น้อยนะขอรับ” เสียงทุ้มที่ทักขึ้นข้างกายเรียกดวงตาคมให้ปรายไปมอง ปรากฏว่าคนแปลกประหลาดที่กล้าเข้ามาทักเขาคือเสนาธิการฝ่ายซ้ายผู้ใกล้ชิดว่าที่จักรพรรดิองค์ถัดไปมากที่สุด ดวงตาสองสีลึกล้ำนั้นกลอกมองไปรอบท้องพระโรงบ้างแล้วถามด้วยรอยยิ้ม  “คิดว่าเช่นไรขอรับ”

“สวย” คำตอบรับสั้นๆกับดวงหน้าที่เย็นชาอยู่เป็นนิจละมุนลงทำให้รอยยิ้มบนใบหน้าของเสนาธิการฝ่ายซ้ายกว้างขึ้น เสียงหัวเราะแปลกๆดังขึ้นในลำคออย่างพอใจ

“ถ้าเช่นนั้นได้โปรดพูดต่อหน้าเขาอีกครั้งตอนที่เขามาถึงงานนะขอรับ” คิ้วเข้มขมวดพลันเมื่อฟังจบ เท่าที่สังเกตเห็นบรรดาสภาอาวุโสและเหล่านางในก็อยู่ที่ตำหนักหลวงตั้งแต่แรกอยู่แล้ว แสดงว่าผู้แต่งท้องพระโรงนี้ไม่ใช่คนพวกนั้น

....ผู้ใดกัน?

“หากไม่งามสิถือเป็นเรื่องประหลาด...เพราะผู้จัดงานนี้มีฝีมือเป็นหนึ่งในแผ่นดิน” พลันเสียงใสๆก็เรียกให้ดวงตาสองคู่ให้หันไปมอง ก่อนที่ร่างสูงของบุรุษทั้งคู่จะค้อมลงให้สง่างามเป็นการทำความเคารพ เธอเป็นสตรีวัยแรกแย้มร่างเล็กผมสีน้ำตาลเข้ม ใบหน้าอ่อนเยาว์มีเครื่องสำอางแต้มบางๆแต่กิโมโนตัวงามและเครื่องประดับที่ถูกทำขึ้นโดยเฉพาะก็บ่งบอกฐานะของเธอได้เด่นชัด

เจ้าฟ้าหญิงมิอุระ ฮารุ พระขนิษฐาของเจ้ายุพราชซาวาดะ....

รอยสรวลของเจ้าหญิงกว้างขึ้นแล้วสำทับต่ออย่างปรีดา “อีกทั้งนี่เป็นงานฉลองของเจ้าพี่สึนะโยชิ เขาผู้นั้นต้องทุ่มอย่างสุดตัวเป็นแน่...” ดวงตากลมโตสีน้ำตาลเบนมามองบุรุษร่างสูงข้างกายมุคุโร่ กระแสความรู้สึกที่ฉาบอยู่อย่างอ่านได้ง่ายนั้นทำให้ยามาโมโตะประหลาดใจอีกครั้ง เพราะมันทั้งชื่นชมและเป็นมิตรจากใจจริง และไม่มีความถือองค์เลยแม้แต่น้อย

เท่าที่เขาจำได้...เจ้าหญิงฮารุเป็นบุคคลที่สามของปฐพีบูรพาที่มองเขาด้วยสายตาแบบนี้...

“ข้าประสงค์ที่จะพบเจ้ามานานแล้ว เพราะชื่อเสียงของเจ้าลือกระฉ่อนไปถึงตำหนักใน ว่าเพิ่งได้เข้าวังหลวงแต่ทำหน้าที่รักษาการณ์สมุหกลาโหมได้...นับว่าเจ้าเก่งไม่เบาเลย ยามาโมโตะ ทาเคชิ”

“เป็นเกียรติที่เจ้าหญิงเอ่ยชม...เจ้าหญิงเองก็มีความปรีชาไม่แพ้พระเชษฐา เพราะข้าได้ยินว่าพระราชสาส์นบางส่วนขององค์ยุพราช...เจ้าหญิงเป็นผู้ดูแล”

คำชมกลับแปลกประหลาดทำให้ดวงหน้าอ่อนเยาว์ของเจ้าฟ้าหญิงนิ่งชะงักไป ทว่าในพระหทัยทวีความยินดีมากยิ่งขึ้นทั้งๆที่มันเป็นคำชมที่ไม่เหมาะสมกับสตรีเลยแม้แต่น้อย โดยเฉพาะเรื่องการทำงาน และที่ผ่านมาเธอก็ไม่เคยได้ยินใครมาพูดต่อหน้าให้ฟังเช่นนี้...

ซ้ำยังมาจากบุรุษผู้เป็นคนของดินแดนประจิมผู้ที่น่าจะชิงชังปฐพีบูรพา และหน่อเนื้อเชื้อไขเจ้าแผ่นดินเช่นเธอก็สมควรถูกเดียดฉันท์ยิ่งกว่าผู้ใด...

แต่เขากลับเอ่ยมันออกมา...จะเสแสร้งหรือไม่...นั่นไม่ใช่เรื่องสำคัญ

ไม่สำคัญเลย.....

เพราะมันเป็นคำชม...ที่เธอปรารถนาจะได้ยินมากที่สุด....

เท่านั้นพระพักตร์ของเจ้าหญิงก็ร้อนผ่าวจนต้องเบือนหลบ แย้มรอยสรวลแห้งๆเพื่อกลบเกลื่อนอาการเขินอายอย่างที่ไม่คาดคิดว่ามันจะมากมายเพียงนี้เพียงเพราะแค่พูดคุยกับเขาแล้วสบกับดวงตาคมที่ดูมีเสน่ห์อย่างร้ายกาจนั้น  พระหัตถ์น้อยๆที่กุมกันอยู่เริ่มรู้สึกว่าเกะกะอย่างที่ไม่ควรจะเป็น จำต้องหาหัวข้อไถ่ถามเสนาธิการประจำองค์พระเชษฐาเพื่อทำลายช่องว่างการสนทนาที่แสนจะอึดอัด

และเธอก็ประสงค์จะทราบ...ว่าเป็นเธอผู้เดียวหรือไม่ที่รู้สึก....

“แล้วเจ้าตัวยังไม่มาอีกหรือ”

โรคุโด มุคุโร่เลิกคิ้วขึ้นน้อยๆกับกริยาของเจ้าหญิงผู้เคยก๋ากั่นแต่บัดนี้กลับประพฤติองค์ไม่ถูกแล้วเอ่ยตอบสั้นๆอย่างกลั่นแกล้งว่า “ยังขอรับ”

ซ้ำยังไม่มีคำอธิบายทั้งๆที่ปกติมุคุโร่จะไม่ใช่คนถามคำตอบคำแบบนี้ เห็นได้ชัดว่าบุรุษผู้ชาญฉลาดกำลังเข้าใจความรู้สึกเธอเป็นแน่ นั่นยิ่งทำให้พระทัยดวงน้อยเต้นหนักกว่าเก่า...

หวังว่ามันคงไม่ชัดเจนพอจนมุคุโร่นำความไปทูลพระเชษฐาของเธอหรอกนะ....

“ถะ...ถ้าอย่างนั้นข้าคงต้องขอตัวไปพบเจ้าพี่ก่อน ยินดีที่ได้สนทนากับเจ้า ยามาโมโตะ ทาเคชิ” แล้วเจ้าหญิงก็เดินผ่านพวกเขาเข้าไปที่พระราชฐานชั้นในอย่างรวดเร็วโดยไม่สบตาพวกเขาทั้งคู่ทำให้มุมปากของเสนาธิการฝ่ายซ้ายยิ่งยกสูงขึ้นก่อนจะเหลือบสังเกตบุรุษผู้เป็นต้นเหตุข้างตัว

อากัปกริยาของยามาโมโตะ ทาเคชิยังคงเยือกเย็นเหมือนเก่าราวกับไม่สะทกสะท้านหรือสำนึกเลยสักนิดว่าบังอาจทำให้เจ้าฟ้าหญิงผู้ไม่เคยสนใจชายใดนอกเสียจากเจ้าพี่ของตนเกิดอาการเสียศูนย์ แต่ความเรียบเฉยของยามาโมโตะก็ทำให้มุคุโร่ตีความหมายได้สองประการคือมันเป็นการมิบังควรที่จะรู้สึกยินดีที่สตรีผู้สูงศักดิ์มีอาการขวยเขินกับตน

หรือสอง...ท่านว่าที่สมุหกลาโหมผู้นี้ไม่มีนางอยู่ในสายตาตั้งแต่แรก...

แล้วเหตุใดลางสังหรณ์ที่มักจะถูกเสมอบอกเขาว่ามันจะเป็นอย่างหลัง....

“เมื่อสักครู่ข้าได้ยินเจ้าหญิงตรัสว่า ผู้จัดงานนี้เป็น เขาผู้นั้น”.....นั่นปะไร ขนาดมีหญิงสาวสูงศักดิ์มาสนทนาด้วย ยามาโมโตะ ทาเคชิยังเลือกที่จะสนใจคนอื่น

“แล้วทำไมหรือขอรับ?

“เพราะมันเป็นสรรพนามที่ใช้แทนบุรุษ...หาใช่สตรีผู้ที่จะเหมาะสมกับงานละเอียดประณีตมากกว่า” มุคุโร่คลี่ยิ้มรับกับเหตุผลที่แสนตรงไปตรงมา นึกชมในใจว่าสหายคนใหม่จากต่างแผ่นดินรู้จักเก็บรายละเอียดได้เยี่ยม แต่เขาก็ไม่ลืมที่จะสังเกตดวงตาเฉียบคมคู่นั้นที่ทอแววสงสัยอย่างแท้จริง และมุคุโร่ทราบดีว่า หากไม่มีความสนใจถึงเพียงนั้น คนข้างๆคงไม่มีวันเอ่ยปากถาม

นับว่าข้อสันนิษฐานของเขาตรงประเด็นไม่เลว.....

“อย่างที่ท่านเข้าใจขอรับ มิหนำซ้ำอะไรหลายๆอย่างที่ประกอบเป็นตัวตนของเขาก็อาจเหมาะสมกับสตรีมากกว่า....แต่จิตใจของเขาผู้นั้น...แข็งแกร่งและเด็ดเดี่ยวยิ่งกว่าที่จะเป็นของสตรี....แม้แต่บุรุษใต้ผืนฟ้าแห่งแดนอาทิตย์อุทัยนี้ก็ยังหาคนมาเทียบเคียงได้ยากยิ่ง....”

คำบอกเล่าของเสนาธิการฝ่ายซ้ายซ้ำแววตาที่มักมีเล่ห์เหลี่ยมอยู่เสมอฉายแววชื่นชมขึ้นมาเพียงเสี้ยวทว่ามันก็มากเกินพอสำหรับคนอย่างโรคุโด มุคุโร่จะนับถือใคร ยิ่งเป็นเครื่องตอกย้ำว่าบุคคลนั้นเป็นคนสำคัญ...และเป็นที่รักไม่ว่าจะกับบรรดาเจ้านายหรือสหาย

เท่านั้นก็ทำให้ร่างทั้งร่างของยามาโมโตะชาวาบ ดวงใจที่ไม่เคยรู้สึกถึงสิ่งใดมาตลอดเจ็ดปีกระเพื่อมไหวอย่างหนัก เมื่อบุคคลในความทรงจำทวีตัวตนชัดขึ้นในจินตนาการ

เพราะคนผู้นั้น...มีเพียงเจ้า...

โกคุเดระ ฮายาโตะ......

“ไม่ต้องกังวลไปขอรับ ท่านได้พบเขาในราตรีนี้แน่ เพราะเขาเป็นบุคคลเดียวกันที่องค์ยุพราชมีพระประสงค์จะให้ท่านรู้จัก” มือของมุคุโร่ผายเชิญเขาที่เบาะนั่งกำมะหยี่ที่เบื้องหน้ามีสำรับอาหารจัดวาง และเขาก็ได้สังเกตว่าจวนได้เวลาเสด็จขององค์ยุพราชแล้ว

งานเลี้ยงฉลองที่มีแขกเพียงแค่ไม่กี่ชีวิตแต่กลับดูมีมนต์ขลังอย่างแปลกประหลาด อาจเป็นเพราะแต่ละคนมีเลือดสีน้ำเงินไหลเวียนอยู่อย่างเข้มข้น เบาะที่ติดกับที่ประทับของเจ้างานคือเหล่าองคมนตรีอาวุโสที่ทำงานถวายแผ่นดินมาอย่างยาวนาน เริ่มจากทางฝั่งซ้ายคืออดีตเสนาธิการฝ่ายซ้ายที่ถูกขนานนามว่าปราดเปรื่องที่สุดในแผ่นดิน บรรพบุรุษแห่งตระกูลโรคุโดที่ว่าที่เสนาธิการรุ่นถัดไปเคยแอบกระซิบว่าแม้แต่เขา...ก็ยังต้องถือว่าห่างชั้นอยู่หลายขุมนัก ซึ่งก็คงไม่ใช่เรื่องโกหก...เพราะเขาเป็นเจ้าของแผนการของสงครามช่วงชิงดินแดนเมื่อสามสิบเจ็ดปีก่อนและนำชัยชนะมาสู่ปฐพีบูรพา

โดยการยืมมือราชสกุลโกคุเดระ...ที่ได้ชื่อว่าสนิทชิดเชื้อกับตระกูลอาซาริมากที่สุด...

แผนการยอดเยี่ยมเช่นนี้...มุคุโร่ก็คงยังไม่อาจทาบรอยเท้าได้จริงๆ

ต่อมาคือท่านอดีตอัครสมุหกลาโหม ผู้ที่เกษียณอายุราชการและเป็นตำแหน่งว่างที่ยามาโมโตะรักษาการณ์อยู่...ดวงตาคมกริบสีฟ้าจางและเส้นผมสีอ่อนบ่งบอกว่าเขามิใช่สายเลือดชาวตะวันออก หากทว่ากริยามารยาทและความน่าเกรงขามที่ห่อหุ้มตัวเขาอยู่นั้นเคร่งครัดยิ่งกว่าผู้ดำเนินสายบูชิโดเสียอีก

และยามาโมโตะก็เพิ่งทราบเมื่อวานนี้เองว่าผู้สละตำแหน่งให้เขามีหลานชายผู้มีฝีมือร้ายกาจอยู่อีกคน....

ส่วนทางฝั่งตรงข้ามผู้ที่มีตำแหน่งใกล้ชิดผู้ครองแผ่นดินมากที่สุดคือเจ้าฟ้าหญิงมิอุระ ฮารุ ส่วนที่นั่งที่เหลือที่ถัดจากฝั่งเขาและฝั่งตรงข้ามก็คือเหล่าบรรดาราชนิกูลคนสำคัญของราชวงศ์ ไม่มีแขกอื่นใดแม้แต่จากเจ้าหัวเมือง เหตุอาจเป็นเพราะงานนี้ได้ชื่อว่างานฉลองแต่แท้จริงแล้วเป็นการประชุมสำคัญเพื่อแต่งตั้งองคมนตรีทันทีที่มีการผลัดแผ่นดิน

ฉับพลันดนตรีทั้งมวลก็หยุดลงเมื่อปรากฏร่างของบุคคลผู้สำคัญที่สุดสองคนจากหลังผ้าม่านผืนงาม หนึ่งคือจักรพรรดิองค์ปัจจุบันและสองคือเด็กหนุ่มร่างเล็กผู้ที่จะเปลี่ยนฐานันดรอย่างเป็นทางการในวันพรุ่งนี้

ยามาโมโตะนึกขันอยู่ในใจด้วยความสับสน....ว่าเขาควรจะรู้สึกเช่นไรดี

เป็นเกียรติ...ที่ได้พบหน้าเหล่าคณะบริหารแห่งปฐพีบูรพา...เหล่าผู้พิชิตชัยในสงคราม หรือสมเพช...ที่คนต่างถิ่นอย่างเขาหลงเข้ามาอยู่แผ่นดินคนอื่น ดั่งเสือสิ้นลายที่พร้อมตายด้วยคมเขี้ยวของฝูงราชสีห์ นี่...คือที่ที่ควรอยู่แล้วอย่างนั้นหรือ...

พลันคำตอบก็ปรากฏต่อหน้า

ประตูท้องพระโรงถูกเลื่อนเปิดพร้อมกับบุคคลสามคนที่ย่างกรายเข้ามาเติมเต็มให้ห้องแห่งนี้มีอำนาจการปกครองแห่งดินแดนอาทิตย์สมบูรณ์ที่สุด พวกเขาคือผู้เป็นเจ้าของเบาะนั่งต่อจากองค์หญิงฮารุทั้งสามที่ นั่นคือท่านผู้ตรวจการสูงสุด ว่าที่อดีตสมุหนายกผู้สูงส่ง และสุดท้ายก็คือผู้เปิดประตู....

ผู้เป็นเจ้าของสิ่งที่กำลังเต้นกระหน่ำอยู่ภายในอกของนักดาบหนุ่มผู้เด็ดขาดเย็นชามาตลอดเจ็ดปี

ข้าจำได้....จำได้ว่าเมื่อเจ็ดปีก่อนเจ้าก็ปรากฏตัวต่อหน้าข้าเบื้องหลังประตูเช่นนี้...

เพียงแต่ตอนนั้นอารมณ์เจ้าเปรียบดั่งพายุ....หากแต่ยามนี้คือสายลมที่สงบเยือกเย็น.....

ตอนนั้นเจ้ากล่าวโทษบุคคลผู้ที่อยู่ในห้องว่าทำให้เจ้ารอ...แต่ยามนี้เจ้ากลับค้อมตัวลงอย่างงดงามแล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลชวนฟังว่าขออภัยที่มาช้า

และสุดท้าย....ตัวตนของข้าก็อยู่ในสายตาเจ้า....


.


.


.


.


.

TBC....


มิยะขอเม้าท์

ฟิคเรื่องนี้ตั้งใจเขียนฉุดๆเลยนะ แบบ หมดพลังไปเป็นลิตรๆ นี่มิได้แต่งพีเรียดมานานเท่าไหนแล้ว แต่ก็ตั้งใจทุกฉากทุกตอนจริง แม้มันจะดูทำร้ายพ่อคนเจ้าของวันเกิดไปหน่อยตรงที่ไอ้มิยะเพิ่งให้มันได้เจอยอดดวงใจมันนี่แหล่ะ ฮว้ากกกกกกก ขอโทษนะอิลูกเขยเบอร์หนึ่ง จะด่าจะว่า จะตบจะตีอะไรได้ทั้งนั้นแหล่ะ เป็นเป้าให้ซ้อมดาบก็ได้ แต่อย่าเพิ่งโกรธเก๊าเลยนะ // แอบยื่นเส้นผมก๊กให้ดม?

แต่พระเอกเรื่องนี้ยังคงเป็นนายไม่เปลี่ยนแปลง อิ๊อิ๊ ไม่เชื่อดูสมการได้ 805918 เรียงตามลำดับ พระเอก นางเอก พระรอง (ผู้ฮอตกว่าพระเอก) // ข้ามประโยคในวงเล็บไป เดี๋ยวโดนแทงเอา

คือ...ไม่ได้แต่งพีเรียดมานานมากๆแล้วค่ะ แอบกลัวบางจุดมันไม่พีเรียด ฮา โดยเฉพาะเหล่าสรรพนามแทนท่านปู่ทั้งหลาย โอกกกกกก สรรหาสุดชีวิตครัช...เพราะแต่ละท่าน (ยกเว้นปู่อุเก็ตสึ) มีชื่อสุดสวิงเป็นภาษาอิตาลีทั้งนั้นเบยยย จะเอามาอยู่ในพีเรียดญี่ปุ่นยุคคาบเกี่ยวคามาคุระ-มุโรมาจินี่ก็ใช่ที่ มีย่าจีนี่แหล่ะพอเข้าเค้าหน่อย ฟังดูเกาหลีญี่ปุ่นอยู่ จี...จีดราก้อน// อุ ไอ้มิยะครัช...สีข้างเลือดออกบานเลยครัช...

ส่วนเจ้าฟ้าหญิงมิอุระ ฮารุ เป็นลูกพี่ลูกน้องกับซือคุงค่ะ เลยคนละนามสกุลกัน คืออ่านตอนฮารุโผล่แล้วเป็นเช่นไร ฮา คือแอบคิดอยู่ว่าจะเรียกฮารุเป็น เธอ หรือ นาง ดี นางก็ดูพีเรียดอยู่ แต่ไม่ค่อยเหมาะกับฮารุเลยแฮะ เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาหลายรอบมาก สุดท้ายก็มาจบที่เธอนี่แหล่ะ สรุปพอได้ใช่มั้ยอ่ะ...

เฮ้ย! พูดมายาวแล้ว ยังไม่ได้พูดประโยคนี้เลยสินะ

สุขสันต์วันเกิด ยามาโมโตะ ทาเคชิ! >w<

สุขสันต์วันเกิดนะอิเนียน อิลูกเขยเบอร์หนึ่ง จะเรียกยังไงแกก็เป็นที่รักที่สุดหน่า...รักทุกปี แต่ไม่ค่อยอยู่ฉลองให้แกเลย (พิสูจน์ได้จากการค้นไห เลยต้องเอาไหหนูก๊กมาเปิดเนี่ย) งั้นปีนี้เอาไปเลย จัดหนักจัดเต็ม...มีของแถมให้ด้วยอ่ะ รออีกสองวันนะฮับ เพราะเช่นนั้นตอบแทนแม่ยกด้วยการเอ๋อๆเนียนๆเป็นที่แซะสนุกสนานอย่างนี้ต่อไป ทำหน้าที่อะไรก็เก่งไปหมด นักดาบ นักเบสบอล ซะมีนุ้งก๊ก (อันนี้งานหลักสินะ) เอิ๊กๆ มีความสุขมากๆ เป็นที่รักอย่างนี้ตลอดไปนะจ๊ะ
เอ่อ อันที่จริงเก๊าเปิดไหใหม่ไว้นะ แต่งแล้วด้วย แต่มันเกรียนมาก เกรียนสุดคณาอย่างที่ไม่สมควรออกสื่ออย่างยิ่ง พับเก็บไปทันควัน แต่คิดไปคิดมา เพิ่มไหนี้มาด้วยนี่....อือ ฟ้าถล่ม นิติเวช ประตู ฟ้าถล่ม นิติเวช ประตู ฟ้าถล่ม นิติเวช ประตู ....สู้ตายจ้ะ! TTvTT ดูท่าจะเป็นฟ้าถล่มที่ได้ปิดกล้องก่อนใคร ฮ่าๆๆๆๆ 

ขอบคุณทุกท่านที่มาเยี่ยมเยียนบล็อก เม้นท์ได้เป็นกำลังใจจ้ะ
Miya

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น