หน้าเว็บ

วันเสาร์ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2558

S.Au.Fic 8059 [Yamamoto X Gokudera] Ft.LeviXEren CHECK! : 02



Project : Happy Birthday P'Kwang WAKETSU [12.01.15]
S.Au.Fic 8059 [Yamamoto X Gokudera] Ft.LeviXEren
Romantic  Comedy
PG (จริงรึ?...จริงซิ!)
คำเตือน เนื้อหาในเอนทรีนี้เป็นเนื้อหาเกี่ยวกับชายรักชายหากท่านใดรับไม่ได้หรือไม่ต้องการรับรู้กรุณาปิดหน้าต่างนี้ไปค่ะ




Check! : 02



          ยามาโมโตะจ้องตากับคนตรงหน้าเนิ่นนาน หัวใจทุบก้องรัวอยู่ในอก ร่างกายแข็งทื่อจนขยับไม่ได้ สาเหตุอาจจะเป็นเพราะคนตรงหน้ามีรูปร่างหน้าตาชวนดึงดูด อันนั้นก็เป็นส่วนหนึ่ง แต่สิ่งที่ตราตรึงเขาให้อยู่กับที่คือบรรยากาศรอบร่างโปร่งบางที่นิ่งเงียบ ยามาโมโตะเข้าใจความเงียบแบบนี้ดี มันคือธรรมชาติก็คนที่มีสมาธิสูงแล้วกำลังให้ความสนใจกับอะไรบางอย่างมากๆ และเป้าหมายของสมาธิพวกนั้นมันก็พุ่งตรงมาหาเขาแบบไม่คลาดไปแม้แต่วินาทีเดียว

            เด็กหนุ่มต่างแดนถึงกับกลืนน้ำลาย

            วินาทีนี้เขารู้สึกว่าตัวเองกำลังนั่งอยู่ต่อหน้าใครสักคนแล้วก็ดวลกันด้วยกีฬาบนกระดานสี่เหลี่ยมจัตุรัส แต่ที่มันต่างออกไปก็คือ ถ้าเป็นคนอื่นเขากล้าที่จะขยับตัวไปตั้งนานแล้ว แต่กับคนๆนี้เขารู้สึกว่าทุกย่างก้าวมันสำคัญถึงชีวิต...ห้ามก้าวผิดเป็นอันขาด...

            “ฉันชื่อโกคุเดระ” เจ้าของร่างโปร่งบางย้ำกับเขาอีกครั้งด้วยภาษาญี่ปุ่นคล่องปร๋อที่ไม่น่าจะหาฟังได้ง่ายนักในชิคาโก ยามาโมโตะอึ้งไปเล็กน้อย ก็คนตรงหน้าเขาน่ะ ดูยังไงก็เหมือนจะมีเชื้อตะวันออกอยู่น้อยนิด ไม่น่าจะพูดภาษาบ้านเกิดเขาได้ฟังรื่นหูได้ขนาดนี้

“แต่ขอโทษด้วยที่ไม่ใช่เพื่อนนายในเกมส์หมากรุกออนไลน์ที่คุยกันมาตลอดนั่น”

“อ้าว! ไหงงั้นอ่ะ!!” ยามาโมโตะอุทานลั่นเป็นคำแรก ตาเบิกโตจนมันต้องเป็นภาพเอ๋อรับประทานที่ฮามากแน่ๆ แต่ว่าเขาสับสนมาก ตอนนี้อะไรเป็นอะไรไปหมดแล้ววะเนี่ย คือเขาอยากจะเอารูปถ่ายเด็กน้อยเดินเตาะแตะๆออกมาเทียบหน้ามากถ้าไม่เกรงใจน่ะนะ คือเขามั่นใจมากว่าเด็กหน้าตาน่ารักประหนึ่งตุ๊กตาบีเจดอลนั่นคือคนตรงหน้าแน่ๆ มันไม่ได้เปลี่ยนไปเลย ตา หู จมูก ปาก หรือแม้กระทั่งสีผม ทุกอย่างยังชัดเจน แต่คนตรงหน้ากลับมาบอกเขาว่า ไม่ใช่เนี่ยนะ

            เง้อ! ไม่ตลกนะครับ! หนึ่งปีที่ผ่านมาคืออะไร เขาใช้เวลาโขกหมากรุกบนอินเทอร์เน็ตกับหมอนี่รองลงมาจากถ่ายเซลฟี่เลยนะโว้ย! มาตัดเยื่อใยกันอย่างนี้ ใจร้ายไปนะ

           โกคุเดระทำหน้าเอือมๆกับท่าทีของเด็กต่างแดน เจอเรื่องแบบนี้แล้วรับไม่ได้มันก็เด็กไม่ประสาจริงๆนั่นแหล่ะ ร่างโปร่งบางถอนหายใจแล้วเอ่ยต่อเรียบๆ

         “คนที่นายรู้จักนั่นน้องชายฉัน แบบว่าหมอนั่นมันยืมรูปฉันไปอ้าง แต่ไม่ต้องห่วงน่า เดี๋ยวฉันพาไปเจอจนได้นั่นแหล่ะ ไม่ต้องทำหน้าผิดหวังเป็นหมาหงอยขนาดนั้น” เขาพยายามปลอบ แต่เด็กตัวโข่งก็ยืนก้มหน้าไม่หือไม่อือจนเขาชักเดาอารมณ์ไม่ถูก โกคุเดระขยับเข้าไปใกล้ ยิ่งรับรู้ถึงบรรยากาศขมุกขมัวที่แผ่มารอบตัว เขายิ่งไปต่อไม่เป็น

            เฮ้ย เดี๋ยวสิ ตัวออกจะโต ดูภายนอกแข็งแรงอย่างกับความถึกแต่จริงๆเปราะบางขนาดนี้เลยหรอ เด็กญี่ปุ่นพันธุ์แท้เนี่ย แค่ไม่ได้เจอเพื่อน ทำอย่างกับชีวิตจบสิ้น

            “เฮะ..เฮ้! ยามาโมโตะคุง?

            “ไม่เชื่อแล้ว” เสียงทุ้มพึมพำออกมาเบาๆ

            “หา?

            “จะไม่เชื่อในโซเชียลอีกแล้ว! โลกออนไลน์อะไรหลอกลวงทั้งเพ จะเลิกเล่นให้หมดเลย!

            เป็นไปไม่ได้หรอกโว้ย!

            “พนันร้อยให้สิบล้าน แกทำไม่ได้แน่นอนไอ้มนุษย์เซลฟี่!

            “แต่..!” ว่าแล้วมันก็คว้ามือเขาไปกุมแน่นอย่างรวดเร็ว หนึบหนับสลัดไม่หลุด อะไรเนี่ยเฮ้ย! “เธอเข้าใจคนที่ข้ามน้ำข้ามทะเลร่วมสิบชั่วโมงด้วยความหวังบางอย่างไหม ถึงฉันจะคาดหวังเอาไว้แล้วว่ายัยบ้านั่นมันจะต้องเตี้ย! แบน! ซึน! ถึงปากจะหมาแต่หน้าก็สวย กวนประสาทฉันทุกรอบจนฉันอยากล้วงมือทะลวงไปบีบคอแต่สุดท้ายแล้วมันก็ทำไม่ลง เพราะถ้าฆ่ามันไปก็ไม่รู้จะไปเล่นหมากรุกกับใคร แถมยังขี้โมโห เอาแต่ใจ เผด็จการ แพ้ก็ยังบอกชนะ พอชนะก็ชอบเอาแต้มฉันไปซื้อไอเท็ม นิสัยโคตรไม่น่าคบ จนฉันคิดว่าถ้ามันมายืนต่อหน้าฉันตรงนี้ฉันจะจัดซักหมัดต้อนรับแท้ๆ โธ่เว้ย!!

            ไหวอยู่ไหมฟะเนี่ย!!  

ไอ้บ้านี่สติเต็มเต็งอยู่หรือเปล่า โกคุเดระกำลังอยู่ในสถานะอึ้งกิมกี่ อึ้งในการกระทำหลายๆเรื่องของเจ้าเซเลปตรงหน้า อย่างแรกเลยคือมันรู้ไหมว่ามันกำลังโวยวายอยู่กับใคร ขนาดพวกยักษ์กล้ามโตผิวสีสูงเฉียดสองเมตร มันยังไม่กล้าแตะต้องตัวเขาเลยนะเฟ้ย! แล้วอย่างที่สองนั่น มันรู้ไหมว่ามันกำลังพูดถึงใครอยู่ เอเลน เยเกอร์ น้องชายสุดที่รักพ่วงตำแหน่งมือขวาของเขาที่แม้แต่ไม่ได้อยู่ต่อหน้า ก็ไม่มีใครกล้าด่ามันขนาดนี้มาก่อน

สุดโต่งในหลายๆความหมายเลยแฮะ แต่ยังไงหมอนี่ก็เหมือนเด็กอ่ะ ให้ตายสิ! เขาไม่ชอบคนที่ทำตัวไม่รู้จักโตแถมพูดมากแบบนี้แท้ๆ แถมเป็นคนทำอะไรตามใจไม่คิดหน้าคิดหลังเขายิ่งไม่อยากจะยุ่งด้วย

แต่แปลก...เขากลับไม่รู้สึกเกลียดหมอนี่มากมายเท่าไหร่

กลัวเลยมากกว่า!

“ปล่อยก่อนเหอะ...นะๆ” เขายึดมือกลับมา อยากตั๊นหน้าหล่อๆนั่นเป็นบ้า มันทำมือเขาแดงเป็นปื้นเลย แต่เห็นหน้าหงอยๆเหมือนลูกหมานั่นก็ทำอะไรไม่ได้ มันเหมือนไอ้พวกลิ่วล้อของเขาตอนมาขอยืมตังค์เปี๊ยบ แล้วมันก็ทำให้เขาใจอ่อนไปตามระเบียบจนโดนเบี้ยวหนี้บานตะไทขนาดนี้ไง

“ก็พอเข้าใจอ่ะว่าผิดหวังที่เพื่อนนายไม่มารับ แต่ฉันก็สัญญาแล้วนี่ไงว่าจะพาไปหา เลิกโวยวายแล้วตามมาดีๆ เป็นเด็กหรือไงนายนี่!” เด็กหนุ่มร่างบางถอนหายใจพรืดพร้อมกับยึดต้นแขนอีกฝ่ายตั้งใจจะลากมาด้วย แต่คนตัวโตกว่าก็ยังคงยืนอยู่กับที่

“ฉันไม่ได้เสียใจเรื่องนั้นสักหน่อย” ยามาโมโตะว่าขึ้น

“อะไรนะ”

“ฉันไม่ได้เสียใจที่คนรู้จักไม่มารับ” เสียงทุ้มย้ำ ดวงตาคู่คมจ้องนิ่งมาที่ใบหน้าของเขาด้วยความรู้สึกแปลกประหลาด มันนิ่งและเงียบงันจริงจัง แต่ก็แฝงไปด้วยความตัดพ้อเล็กๆ นิ้วยาวยกขึ้นแล้วเกลี่ยไล้ไปตามใบหน้าเขาแผ่วเบา สุดท้ายแล้วยิ้มออกมาจางๆ

“ฉันก็แค่เสียดายที่แท้จริงแล้ว...ฉันไม่รู้จักคนที่มีใบหน้าแบบนี้เลยแม้แต่นิดเดียว...ทั้งๆที่คิดว่าสนิทกันมาตลอดหนึ่งปีแท้ๆ”

ร่างโปร่งบางนิ่งไป สัมผัสอบอุ่นจากอุณหภูมิร่างกายอีกฝ่ายยังทิ้งรอยไว้อย่างน่าประหลาด ความเงียบที่เกิดขึ้นระหว่างสบตาทำให้โกคุเดระรับรู้ถึงความรู้สึกของยามาโมโตะได้ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ อาจจะเป็นเพราะหมอนี่เป็นคนแบบนี้...พวกทำอะไรไม่ค่อยคิดหน้าคิดหลัง ใช้อารมณ์ความรู้สึกเป็นตัวนำการกระทำอย่างอิสระ จนเป็นพวกเก็บความรู้สึกไม่เก่ง...ทุกอย่างมันแสดงออกมาทางสีหน้าหมดแล้ว

ดูท่าจะผิดหวังจริงๆแฮะ...

โกคุเดระไม่ใช่คนติดโซเชียล เขาไม่เคยที่จะผูกไมตรี สร้างเพื่อนใหม่กับใครผ่านทางออนไลน์ เพราะงั้นเขาไม่รู้หรอกว่าการโดนหลอกนี่มันรู้สึกยังไง เขายังคิดว่ามันเว่อร์มาจนถึงเมื่อกี้เลย กะอีแค่เอเลนมันเอารูปเขาไปอ้างให้หมอนี่เข้าใจผิดมาตลอดมันน่าเศร้าขนาดนั้นเลยเหรอ

แต่กับยามาโมโตะ ทาเคชิที่สิงอินเทอร์เน็ตเช้าสายบ่ายค่ำ มันคงจะเป็นความรู้สึกอีกแบบ ในเมมโมรี่สมองมันคงจะจำไปเรียบร้อยแล้วว่าหน้าตาอย่างเขาคือเพื่อนเล่นหมากรุกที่สนุกที่สุด

คาดหวังมากสินะ...ที่จะรู้จักคนหน้าแบบฉันเนี่ย

            “ถึงบอกไงว่านายต้องทำความเข้าใจอะไรใหม่อีกเยอะ อย่างแรกก็คือนายไม่จำเป็นต้องเสียใจอะไรขนาดนั้น เพราะนายก็รู้จักฉันแล้วนี่ จำได้ว่าบอกชื่อไปแล้วนะ แล้วก็อีกอย่าง...” โกคุเดระว่าขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยเหมือนไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไร เขาเดินเข้าไปใกล้คนตัวสูงอีกนิด ขมวดคิ้วถมึงทึงแล้วคิดอะไรบางอย่าง

            เขาว่าหมอนี่มีปัญหากับการใช้สรรพนามมาตั้งแต่เมื่อกี้แล้ว เรียกเขาว่า เธองั้นเรอะ! แทนไอ้น้องชายมหาประลัยว่า ยัยนั่นเนี่ยนะ! เฮ้ๆ ไม่รู้หรอกว่าไปเข้าใจผิดอะไรมาตอนไหน รูปที่ไอ้เอเลนส่งไปให้นั่นเรอะ ก็อาจจะเป็นไปมั้ง เขาก็เคยได้ยินไอ้พวกลิ่วล้อในโรงเรียนมันแอบเม้าท์บ่อยๆว่าเขารูปร่างหน้าตาเหมือนผู้หญิง เคยโดนสารภาพรักด้วยซ้ำนะเอ้า! แต่ก็นั่นแหล่ะ ไม่คิดว่าเป็นเพื่อนกับไอ้เอเลนมาร่วมปีแล้วยังไม่รู้ตัวอีก ไอ้เด็กเกรียนนั่นเถื่อนจะตาย ปากก็มีไว้หาเรื่องแท้ๆ ไม่คิดบ้างเลยเร้อว่าไม่มีผู้หญิงพันธุ์นี้อยู่บนโลกหรอกโว้ย! ทั้งชาติก็หาสามีไม่ได้แหงมๆ

            แต่เสียใจ โกคุเดระ ฮายาโตะคนนี้เป็นผู้ใหญ่พอ ไม่ชอบเปลืองน้ำลายด่าคนอย่างไร้สาระด้วย เขากลืนคำด่าทุกอย่างลงคอหอย ทำหน้านิ่งเหมือนเดิม แล้วพูดไปแค่ว่า

            “ฉันเป็นผู้ชาย”

            “หา?

           “ฉันเป็นผู้ชาย จะเอาดีเอ็นเอส่วนไหนไปตรวจก็ XY ชายแท้ร้อยเปอร์เซ็นต์ อีกอย่างนายเป็นเพื่อนน้องชายฉันใช่ไหม แสดงว่าอายุน้อยกว่าแน่ๆ หัดเรียกใหม่ซะ ท่านโกคุเดระ พี่โกคุเดระ เรียกเฮียอย่างที่พวกเด็กๆชอบเรียกก็ได้ หรือเรียกแค่โกคุเดระฉันก็อนุโลม อเมริกันสไตล์ไร้โซตัส ไม่ถือเรื่องลำดับอาวุโสอยู่แล้ว”

            “ฮ้า!!!??? ไม่จริงอ้ะ!!

            “จริง”

            “งั้นก็เป็นทอม”

            “บอกว่ากระเทยจะใกล้เคียงกว่านะ”

            “เธอโกหก!

            “สาบานสามนิ้ว”

            “Impossible!” แน้!!! ยังเถียงอีก! นี่ไม่ใช่รายการ Believe it or not นะเฟ้ย!

            “I am absolute---------ly! sure! Not girl! Not gay! Okay? I am a man!!

            ตึง!

            ยามาโมโตะ ทาเคชิเหมือนได้ยินค้อนปอนด์ทุบหนักๆลงมากลางหัวแล้วมันก็เงียบฉี่ ต่อด้วยเสียงวิ้งๆ ทุกอย่างอื้ออึงไปหมด ภาพหนึ่งปีที่ผ่านมาที่เขาเฝ้าชื่นชมเด็กน้อยกลอยใจหัวเงินตาเขียว ที่อุตส่าห์จิ้นไว้อย่างดิบดีว่าเป็นหญิงสาวสวยปลิดชีพชายหนุ่มภายในเวลาไม่กี่วินาทีมันแตกละเอียด ทุกอย่างมันลอยไปกับสายลม ส่วนเขาก็เหมือนกับโดนก้อนหินหนักๆที่เขียนว่า ฉันเป็นผู้ชายทับขาเดี้ยงแม้แต่จะเอื้อมมือไปคว้าเศษเสี้ยวจินตนาการมันยังทำไม่ได้

            โกคุเดระสัมผัสได้ถึงความผิดหวังที่แผ่มาอีกระลอก อาฮะ มันเจ็บปวดเขาเข้าใจ โลกแห่งความเป็นจริงก็อย่างนี้แหล่ะ แต่คนอย่างเฮียใหญ่แห่งมิลเลียนแนร์ อคาเดมี ผู้มีชีวิตตั้งอยู่กับตรรกะตัวเลขและความเป็นจริงไม่มีทางสนใจ เขายึดไหล่เด็กหนุ่มตรงหน้าไว้มั่น ตบบ่าไปสองสามที

            “เอาน่าๆ เย็นไว้ไอ้น้องชาย เป็นวัยรุ่นมันก็หวานปนขมแบบนี้แหล่ะ ค่อยๆเก็บประสบการณ์ดีกว่า คิดซะว่า ครั้งหนึ่งในชีวิต” เด็กหนุ่มเจ้าถิ่นหัวเราะร่วน มองหน้าแขกกิตติมศักดิ์แล้วยิ้มกว้างออกมาอย่างอารมณ์ดี เป็นยิ้มที่สว่างไสวจนคล้ายจะเปลี่ยนท้องฟ้ามืดมิดยามค่ำคืนของกรุงชิคาโกให้กลายเป็นตอนกลางวัน ยามาโมโตะเผลอมองอย่างเงียบงัน หูได้ยินเสียงสดใสสมกับสีหน้าเจ้าตัวเอ่ยกับเขาอย่างชัดเจน


            “ยินดีต้อนรับสู่ชิคาโก”









            ดูท่าว่าเขาจะต้องทำความเข้าใจอะไรใหม่หลายอย่างเหมือนที่โกคุเดระบอกจริงๆ เขาเคยคิดว่าเพื่อนที่เคยเห็นแต่ในรูปนั่นเป็นผู้หญิง แต่ท้ายที่สุดแล้วก็เป็นผู้ชาย แถมเพื่อนตัวจริงของเขาก็ยังเป็นผู้ชายด้วยเช่นกัน อาฮะ ตามนั้น ที่นี่มีแต่ผู้ชายทั้งนั้นเลยจ้า กราบขออภัยหม่ามี้ เขาไม่แน่ใจแล้วว่าจะเอาสะใภ้ชิคาโกไปฝากหม่ามี้ได้ไหม แล้วอย่างที่สอง โกคุเดระก็เป็นรุ่นพี่ของเขาจริงๆ เจ้าตัวอายุสิบแปด เป็นเด็กไฮสคูลเกรดสิบสอง จะจบอยู่แล้ว

มีรถขับ เข้าผับได้ เป็นช่วงวัยรุ่นที่น่าอิจฉาที่สุดในโรงเรียนสำหรับคนวัยมันส์อย่างพวกเขา

โกคุเดระจับเขายัดลงไปในโฟล์คสวาเกนสีขาวคันใหม่เอี่ยม แต่พอดูรุ่นแล้วมันก็ไม่ใช่รุ่นใหม่สักทีเดียว แต่คงเป็นเพราะเจ้าของดูแลเอาใจใส่มันเป็นอย่างดีมากกว่า ยามาโมโตะเกือบผิวปากหวือ เขาพอจะรู้อยู่หรอกว่าเด็กอเมริกันนิยมขับรถกันตั้งแต่สิบหก แต่มันก็ไม่ใช่รถมียี่ห้อราคาเหยียบเลขหกหลักแบบนี้ ดูท่าว่าฐานะการอยู่การกินจะไม่ธรรมดา

“รถพี่สวยดี ถอยเองเหรอ” เขาชม แต่คนที่อยู่ตรงตำแหน่งพวงมาลัยกลับรับคำชมด้วยสีหน้าอิหลักอิเหลื่อ

“บอกว่าไม่ต้องเรียกพี่ก็ได้ ฟังผู้ชายตัวโตกว่ามาเรียก เอาตรงๆ ขนลุกว่ะ”

“ไม่ได้หรอกฮะ” ยามาโมโตะหัวเราะร่วน คลี่ยิ้มอย่างอารมณ์ดี “ผมญี่ปุ่นแท้ร้อยเปอร์เซ็นต์ ระบบอาวุโสมันอยู่ในสายเลือดนี่นา”

“เออๆ เอาเหอะ” เขาไม่ต่อความ เข้าเกียร์แล้วขับรถออกไปทันที พร้อมกลับไปตอบคำถามที่ค้างไว้ “คันนี้น่ะรถน้องชาย...ไอ้เอเลนเพื่อนนายนั่นแหล่ะ มันเพิ่งถอยเมื่อปีที่แล้ว แต่ชื่อเจ้าของในเอกสารเป็นชื่อฉัน ก็แน่ล่ะ อายุมันยังไม่ถึงเลยนี่ ไม่รู้จะรีบไปทำไม ใบขับขี่ก็ไม่มี เดือดร้อนฉันต้องไปจัดการให้ทุกอย่าง แต่ก็นะ ไหนๆก็เก็บเงินซื้อเองแล้ว จะมีไปเลยก็ไม่เป็นไร”

“เก็บตังค์ซื้อเอง!? โหว โคตรเท่ห์เลยแฮะ นี่เพื่อนผมมันต้องออมเงินกี่ปีเนี่ย หยอดกระปุกตั้งแต่อนุบาลเลยหรือเปล่า?” ฟังคำสันนิษฐานแล้วโกคุเดระขำแทบหน้าคว่ำลงกับพวงมาลัย ริมฝีปากบางกดเป็นรอยยิ้มลึกพร้อมกับหัวเราะเสียงต่ำในลำคอ ดวงตาแพรวพราวเหลือบมองเด็กต่างถิ่นข้างตัว

“ถ้าหยอดกระปุกตั้งแต่อนุบาลจริง อย่าว่าแต่รถเลย ป่านนี้พวกฉันซื้อมิลเลนเนียมปาร์คได้แล้ว” ฟังดูมันเป็นเรื่องเกินจริงแน่ๆ แต่ยามาโมโตะกลับนิ่งชะงัก สายตาของคนข้างๆบอกเขาว่ามันเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ โกคุเดระหันกลับไปมองทาง ขยายความเป็นปริศนาต่ออีกนิดว่า “ฉันกับน้องเป็นพวกเข้มงวดเรื่องเงินน่ะ”

ช้ะ!

ฟังโกคุเดระพูดประโยคสุดท้ายแล้วต่อมน้ำตาเขาจะแตก สมองขาววาบขึ้นมาทันที เขาลืมไปชั่วขณะเลยว่าตอนนี้เขาไม่มีเงินติดตัวแม้แต่เซนเดียว เอายังไงดี! ถึงตอนนี้เขาจะเรียกว่าเจอคนที่รู้จักแล้วก็เถอะ ยังไงก็ไม่มีทางได้นอนข้างถนนอดข้าวเย็นแน่ๆ แต่ถึงยังไงเขาก็เป็นแขก เขาก็ไม่ได้หน้าด้านถึงขั้นที่แบบจะให้เจ้าบ้านเลี้ยงข้าวเลี้ยงน้ำแบบฟรีๆไม่หือไม่อือนะครับ ตอบแทนน่ะ ตอบแทนแน่ๆ แต่มันจะเป็นไปได้ยังไงก็ตอนนี้กระเป๋าตังค์เขาโดนชวดไปแล้วอ้ะ คือ...ถ้าไม่ได้คืนนี่จะทำไง เขาคงต้องขายอวัยวะใช้หนี้โกคุเดระแล้วล่ะ อืม...แต่ละชิ้นก็ดูดีเป็นต้นแบบศัลยกรรมได้อยู่ อาจจะได้ราคาดีอยู่มั้ง แต่ยังไงก็บอกไว้ก่อนดีกว่า

พี่! ผมไม่มีตังค์!!

“คือ...พี่ ผมมีเรื่องจะเล่าให้ฟังอ่ะ” ยามาโมโตะว่าเสียงอ่อยเป็นลองเชิงว่าเรื่องที่เขาจะเล่านี่ต้องขอความเห็นใจแน่ๆ แต่พอคนฟังไม่ขัดอะไรเขาเลยพูดต่อ “คือระหว่างทางมาSky Deck ผมเกิดแอ็คซิเดนท์นิดหน่อย แบบว่า กระเป๋าตังค์ผมโดนคนวัยรุ่นวิ่งราวไป หายทั้งใบเลยอ่ะ” พลันดวงตาสีเขียวมรกตก็ตวัดมองเขาทันที ความเงียบของโกคุเดระน่ากลัวมาก ยิ่งเจ้าตัวแตะเบรกกะทันหันเพราะไฟแดงพอดิบพอดียามาโมโตะยิ่งขนลุก ไม่มีเสียงเครื่องยนต์ ไม่มีเสียงอะไรมาช่วยเขาทั้งนั้น ความเงียบกดดันแผ่เข้ามาช้าๆ

“แกว่าอะไรนะ” โกคุเดระถามเสียงต่ำ เล่นเอาเขาสะดุ้งโหยงถอยตัวติดประตูรถโดยอัตโนมัติ

กลัวแล้ว!!!

“คือ คือ ก็รู้ว่ามันฟังดูเหลือเชื่อ แต่ผมพูดจริงๆนะฮะ ผมโดนขโมยกระเป๋าตังค์ไปจริงๆ แบบวิ่งชนปุ๊บ กระเป๋าตกปั๊บ มันก็ฉกฟึ่บ แล้วก็วิ่งเฟี้ยวไปเลย จริงๆนะ สาบานสามนิ้ว!” เขายกมือขึ้นชูเลขสามแล้วพยักหน้าหงึกหงัก ลิ้นพันกันไปหมดเหมือนที่พูดเมื่อกี้ไม่ใช่ภาษาคน โกคุเดระยังไม่ว่าอะไร ได้แต่จ้องหน้าเขานิ่งๆด้วยสายตาที่อ่านไม่ออก เห็นแบบนั้นเขายิ่งไปไม่ถูกนะเฮ้ย สู้โยนเขาออกจากรถยังจะเครียดน้อยกว่านี้เลย

“ง่ะ พี่...พี่อย่าเงียบดิ คือผมขอโทษน้า คือจะขอรบกวนพี่อ่ะ ถือว่าเมตตาหมาน้อยชิบะคนนี้เถอะนะ อย่างน้อยวันนี้ผมก็ขอข้าวสักมื้อกับที่นอน แล้ววันพรุ่งนี้ผมจะรีบตามเรื่องกระเป๋าตังค์ผมทันทีเลยนะ”

“แจ้งความยัง”

“เอ๋?

“ฉันถามว่านายแจ้งความหรือยัง! ไม่ได้ให้นายมาถามฉันกลับว่า เอ๋!?” นิ้วเรียวดีดเข้าที่กลางหน้าผากเขาดังเป๊าะ ใบหน้าสวยๆมีรอยความไม่สบอารมณ์ชัดเจน “แล้วพล่ามอะไรออกมายาวเหยียด นี่ฉันว่าอะไรสักคำยัง? ตื่นตูมไปได้ สรุปว่ายังไง ตำรวจเขาจะตามให้ได้เมื่อไหร่ ข้างในมีของสำคัญมั้ย พาสปอร์ตล่ะ เครดิตล่ะ แล้วนี่โทรอายัดบัตรแล้วหรือยัง นอกจากกระเป๋าตังค์ มันไม่ได้เอาอะไรไปอีกนะ? เช็คดีก่อนซิๆ”

ทั้งๆที่ว่าเขาพล่ามอะไรไม่รู้ แล้วทำไมตอนนี้ถึงเป็นอีกฝ่ายที่รัวออกมาไม่หยุดเลย ยามาโมโตะยกมือขึ้นลูบหน้าผากที่ยังคงทิ้งรอยแสบๆคันๆเอาไว้เจือจางแต่ถึงอย่างนั้นมันก็อบอุ่น เด็กหนุ่มร่างสูงลอบยิ้ม แม้น้ำเสียงกับท่าทางจะไม่ได้อ่อนโยนอะไรนัก แต่ก็บอกชัดว่าเจ้าตัวเป็นห่วง มันคงเป็นการแสดงออกมาโดยอัตโนมัติสำหรับคนที่มีน้องต้องดูแล

อา...เขาล่ะชักอิจฉาเพื่อนเขานิดๆแฮะ ที่ได้เห็นสีหน้าเป็นห่วงแบบนี้บ่อยๆ

...พี่เขาจะรู้ตัวไหมว่ามันน่ารักมาก...

“แจ้งความแล้วครับ” เขาตอบด้วยรอยยิ้ม แล้วก็หุบลงเดี๋ยวนั้น “แต่โคตรซวยเลยอ่ะ เข้าไปเงียบฉี่ทั้งโรงพัก เห็นเขาบอกว่ามีงานไปปราบพวกวัยรุ่นทะเลาะกัน น่าจะเป็นเรื่องหนี้สินเนี่ยแหล่ะ”

“งั้นหรอกหรอ” โกคุเดระรับสั้นๆ ดวงตาคู่สวยยังคงจับจ้องกับถนนเบื้องหน้า ส่วนคนข้างตัวก็ยังเล่าต่อไม่หยุด 

“ตอนแรกก็โมโหอยู่หรอก แต่จากที่พวกตำรวจเขาเล่าก็ดูท่าจะเป็นเรื่องใหญ่จริงๆ เขายังฝากเตือนผมมาด้วยเลยว่าอย่าเตร็ดเตร่แถวนี้ตอนกลางคืน พวกนายหน้าเงินกู้แถวเนี้ย โคตรเฮ้วอ่ะ”

เพียงเท่านั้นโกคุเดระถึงกับเกือบเอาหัวโขกพวงมาลัย เข้าสู่สถานการณ์กลืนไม่เข้าคายไม่ออก ได้แต่ตอบรับอืมเงียบๆ อย่าคิดว่าเขาไม่รู้นะ ไอ้นายหน้าเงินกู้แถวนี้ที่หมอนั่นพูดถึงน่ะมันก็มีแต่เขาเท่านั้นแหล่ะ ไม่แปลกใจด้วยว่าพวกตำรวจแถวนี้จะบันทึกชื่อของเขาเอาไว้เป็นแบล็คลิสต์นัมเบอร์วัน พวกมันขยาดเขาเข้าไส้พอๆกับที่เขาและเจ้าเอเลนรำคาญพวกมันจนเข้ากระดูกดำ แต่ทั้งๆที่เป็นแบบนั้นไม่รู้ทำไมถึงไม่ยอมปล่อยกันไปสักที ทุกวันนี้เขายังคงไปโรงเรียนได้ตามปกติเพราะตั้งหน้าตั้งตารักษาบาลานซ์เอาไว้ พยายามไม่ทำอะไรให้เอิกเริก ไม่อย่างนั้นเขาได้ขึ้นโรงขึ้นศาลสักวันแน่

เพราะ หมอนั่นมันพวกกัดไม่ปล่อย...นอกจากจะไม่ปล่อยแล้ว ก็กัดจนจมเขี้ยวจริงๆ

พลันเสียงไลน์ของเขาก็ดังขึ้น เขาตั้งเอาไว้เพียงเพราะชื่อของเอเลนเท่านั้น เผื่อเอาไว้ฉุกเฉิน แล้วถ้าหากไม่ใช่เรื่องซีเรียสจริงๆ น้องชายเขาจะไม่ติดต่อเขาทางนี้ ฉับพลัน ข้อมือบางก็หักวูบจนผู้โดยสารร้องเหวอจิกมือกับเบาะ แต่คนขับไม่สนใจ เขาเบรกเอี๊ยดที่ฟุตบาธข้างทางแล้วคว้ามือถือขึ้นดู มันมาจากเอเลนจริงๆ แถมข้อความสั้นๆก็ไม่สู้ดีเลย

“นี่...ยามาโมโตะ” โกคุเดระเรียกคนข้างตัว เช่นเดียวกับคิ้วเข้มเลิกสูงขึ้นเป็นเชิงถามผสมแปลกใจ เขายิ้มมุมปาก แต่น้ำเสียงไม่ได้ล้อเล่นเลยสักนิด

“ถือเป็นของขวัญเลี้ยงต้อนรับ ฉันจะพานายไปรู้จักออลสตาร์แห่งย่านลูพ”









ราวสองชั่วโมงก่อนหน้านี้

เอเลน เยเกอร์ยังอายุไม่ถึงสิบหกดี ไม่ต้องพูดถึงคืนสบายๆวันอาทิตย์อย่างนี้เลย ปาร์ตี้หลังพรอมกับเพื่อนหรือแฮงก์เอาท์ในโอกาสพิเศษเขายังไม่มีสิทธิ์เข้าสถานที่อโคจรกรุ่นกลิ่นแอลกอฮอล์แบบนี้ด้วยซ้ำ แต่ต้องบอกว่าตั้งแต่พ่อของเขาส่งเขามาอยู่เป็นเพื่อนพี่ฮายาโตะ หุ้นส่วนคนสำคัญที่ทางบ้านสนิทซี้ปึ้กกันจนเหมือนเป็นคนในครอบครัวไปแล้ว เขาทำตัวกระโดดข้ามอายุของตัวเองไปซะไกลโข กับไอ้ผับกลางเก่ากลางใหม่นี่ เขาเข้ามาเป็นสิบๆรอบแล้ว

แน่นอน เป้าหมายไม่ใช่เพื่อดื่ม แต่เป็นเพื่อไถ

แต่ไม่บ่อยนักที่เขาจะต้องฉายเดี่ยว เจ้าพี่ชายจอมเข้มงวดต้องเดินหนีบมาข้างๆทุกครั้ง สาเหตุก็คือพี่แกกลัวว่าจะเก็บเงินในพี่แกไม่ครบ ทั้งๆที่ตัวเองก็เหลือกินเหลือใช้ขนาดนั้น จะให้น้องตอดนิดตอดหน่อยไม่เห็นเป็นไรเลย

“เฮ้ย! รถคันนั้นมัน...”

“ไอ้บ้า!! อย่าไปมองเชียวนะเว้ย”

“แหวกๆๆ แหวกสิวะ!

เอเลนหัวเราะหึๆ ให้กับเสียงเซ็งแซ่ที่ดังแทรกเข้ามา เด็กหนุ่มร่างเพรียวหักพวกมาลัยเข้าไปจอดรถในขณะที่ข้างนอกกระจกมีเหล่าบรรดาวัยรุ่นแหวกให้เป็นทาง บางคนมองทั้งเขาทั้งรถจนเหลียวหลัง แต่บางคนไม่มอง รีบกระโดดขึ้นคร่อมมอเตอร์ไซค์ตัวเองก่อนจะบิดออกไปไม่คิดชีวิต ของมันก็แน่ล่ะ รถคันนี้มันธรรมดาที่ไหน เป็นหนึ่งในสิทธิพิเศษที่เขาจะได้รับทุกครั้งที่มาเก็บเงินให้กับพี่ฮายาโตะ สิทธิที่เขาจะได้ควงเจ้า Ferrari FF คันสีแดงล้างแดงผลาญออกมาวิ่งฉุยฉาย เสียงเครื่องยนต์ผสมกับเสียงล้อบดกับถนนคอนกรีตตบท้ายด้วยเสียงเบรกดังสนั่นคล้ายเป็นคำทักทาย ข้ามาแล้ว! เงินอยู่ไหน!’

เด็กหนุ่มหน้ามนสูงหนึ่งร้อยเจ็ดสิบเซนติเมตรในเสื้อยืดกางเกงยีนส์กับรองเท้าผ้าใบหุ้มข้อก้าวลงมาจากรถ เดินฉับๆตรงไปแล้วผลักประตูออกดังตึง ยืนกางขาจังก้า ดวงตาสีเขียวมรกตในตำนานกวาดมองวัยรุ่นที่ยืนแข็งทื่ออยู่ในผับ ริมฝีปากบางแสยะยิ้ม

ความเงียบเข้าปกคลุมไปทั่วบริเวณ...

ดีเจหยุดสแครชแผ่น บาร์เทนเดอร์หยุดชงเหล้า นักเต้นหยุดรูดเสา แม้แต่ตาลุงวัยห้าสิบปลายยังถือแก้วค้าง

โว้โฮ! บารมีเขายังเจิดจรัสอยู่แฮะ นี่ขนาดไอ้พี่บ้านั่นไม่ได้มาด้วยนะเนี่ย

“ฮาย! เพื่อนฝูง สวัสดีคืนวันอาทิตย์ ขอขัดจังหวะความสุขเล็กน้อย ฉันมาเก็บตังค์! ใครรู้ตัวว่าเด๊ดไลน์วันนี้ก็เข้าคิวจ่ายซะดีๆอย่าหืออย่าอือ...แล้วถ้าใครคิดหนี!” เด็กหนุ่มตวาดเสียงดัง ชี้นิ้วไปยังคนสองสามกลุ่มที่กำลังจะย่องตอดออกหลังร้าน “นอกจากจะโดนตามเก็บดอกบานอื้อซ่าเป็นสามเท่าแล้ว วีรกรรมแสนหวานในอดีตของท่านเราจะนำมาเล่าในรูปแบบทอล์คโชว์ที่แม้แต่โอปราห์ วินฟรีย์ยังอาย”

พลันก็ดันมีเสียงเปิดประตูออก เสียงใสตะโกนขึ้นดัก “จะลองงั้นเหรอ แจน กิลชูไตน์!

“กะ ก็เอาสิวะ!” เจ้าของชื่อตะโกนเถียงกลับมาข้างๆคูๆ แววตาโกรธขึ้งอย่างที่เอเลนเคยเห็นมาอย่างชินชา “อย่างแกน่ะเหรอ จะมีอะไรมาแบล็คเมล์ฉัน เหอะ! อย่ามาปากเก่งดีกว่า วันนี้แกมาคนเดียวนะไอ้เปี๊ยก!

“เอ๊าะ เหรอ...” เอเลนเชิดหน้าขึ้น เดินเข้าไปใกล้คู่กรณี มือเรียวหยิบสมุดหนึ่งเล่มออกมาจากกระเป๋ากางเกง ขนาดของมันเท่ากับสมุดจดหมายเลขโทรศัพท์ ริมฝีปากคลี่ยิ้มเหยียด นัยน์ตาชวนขนลุกเหลือบมองคนตรงหน้าแล้วว่าขึ้นเรื่อยๆ

“กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว...มีเด็กน้อยวัยห้าขวบโชคร้ายพบกับปัญหาการขับถ่ายในอาการที่เรียกว่าฉ่ำรั่ว เขายังเข้าโรงเรียนอนุบาลไม่ได้จนอายุแปดขวบเพราะต้องรักษาให้หายซะก่อน โกหกทำเนียนเป็นเพื่อนร่วมชั้นกับรุ่นน้องอายุน้อยกว่าตัวเองตั้งสามปีแน่ะ โวะโฮะ! ฉันล่ะอยากเห็นหน้าเพื่อนนายจังว่าดูไม่ออกได้ไง ในเมื่อริ้วรอยแห่งวัยมันขึ้นเต็มหางตาขนาดนี้  แล้วไอ้ฉ่ำรั่วนี่อาการมันเป็นยังไงหรอ แจน แบบว่ากลั้นชิ้งฉ่องไม่ได้แม่นอ๊ะเปล่า ไหนๆ ดูซิ ได้ข่าวว่าแกอายจนอยากจะตัดไอ้นั่นทิ้งเลยใช่มั้ยล้า? แล้วสรุป....” ดวงตาสีเขียวคู่ซุกซนฉกวูบลงมองอวัยวะที่ตัวเองหมายถึงของฝ่ายตรงข้าม อมยิ้ม

“ดูแบนๆนะ ตัดไปหรือยัง”

“ไอ้เวรเอ้ย!” ไม่พูดพร่ำทำเพลงหมัดลุ่นก็เตรียมเหวี่ยงเข้าใบหน้ากวนประสาท เอเลนแค่นหัวเราะหึกับการกระทำที่ไม่เข้าท่า ร่างเพรียวเบี่ยงหลบ แทรกตัวเข้าใต้รัศมีแขนของอีกฝ่ายแล้วอัดหมัดเข้าที่กลางลิ้นปี่อย่างเร็วแล้วกระชากมือกลับราวกับสปริง หมัดฮุกที่ไม่มีเวลาให้อีกฝ่ายได้ตั้งตัวออกฤทธิ์ความจุกทะลวงไปทั่วร่างจนชายสูงๆพอๆกันถึงกับทรุดตัวลงคุดคู้กับพื้นราวกับไปโดนคนสูงกว่าสองเมตรอัดมา

เอเลนไม่ใช่คนมีเรี่ยวแรงขนาดนั้น แต่เขาก็แค่คิดตามหลักความเป็นไปได้ของพลังงานในสมการฟิสิกส์ เพราะถ้ามวลไม่เยอะ สปีดก็ต้องดีถึงจะได้พลังที่มหาศาล ผลลัพธ์ก็ออกมาอย่างนี้ ซ้ำยังโดนไปที่จุดอ่อนมนุษย์ที่ดื่มเหล้ามาพอมึนๆ เจ้าโง่นี่คงลุกไม่ได้สักพัก

นัยน์ตาคู่โตเหลือบมองต่ำ แววหยอกล้อกวนประสาทหายไปแล้ว เหลือไว้เพียงแค่ความว่างเปล่า แรงกดดันจางๆแผ่ออกมาอย่างเงียบงันคล้ายจะเตือนว่ากำลังเล่นอยู่กับใคร

“เห็นว่าเป็นเด็กใหม่ที่เพิ่งมายืมเงินพี่ชายฉันเป็นครั้งแรกหรอกนะ” เสียงใสๆเอ่ยอย่างเย็นชาราบเรียบ “หัดถามรุ่นพี่แถวนี้ซะมั่งก็ดีว่าระบบการรักษาค่าครองชีพของมิลเลียนแนร์อคาเดมีเป็นยังไง...อย่าน้อยๆนายก็ไม่อยากมีอารมณ์ประมาณว่าเดินไปที่ตู้เอทีเอ็มแต่ดันกดตังค์ไม่ได้เพราะถูกธนาคารแบนใช่มั้ยล่ะ...แจน?

คนเป็นลูกหนี้กัดริมฝีปากแน่น ก้มหัวยอมรับสภาพของตัวเองอย่างจำนน เด็กหนุ่มร่างเพรียวกวาดตามองกลุ่มคนที่เหลือที่ยังอยู่ในอาการชะงักค้าง เขาพรูลมหายใจ ประกาศเสียงดังชัดเจน “ถ้าใครคิดว่าหาเงินมาใช้หนี้พวกฉันไม่ได้แน่ๆพรุ่งนี้เปิดเรียนซัมเมอร์ให้ไปคุยกันที่โรงเรียน อย่าทำตัวไร้ความคิดแบบหมอนี่ เพราะคราวหน้าฉันไม่แน่ใจว่ามันจะจบแค่หมัดเดียว เข้าใจใช่ไหม”

บรรยากาศรอบข้างเงียบลงไปอีกก่อนจะค่อยๆกลับเข้าสู่สภาวะปกติอย่างที่ไนต์คลับพึงมีอีกครั้งเมื่อเด็กหนุ่มเดินตรงไปที่เค้าท์เตอร์แล้วถามผู้จัดการร้านว่าคนที่เขานัดไว้อยู่ที่ไหน จากนั้นก็เดินขึ้นบันไดไปโดยไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหม พอลับหลังเจ้าหนี้ตัวกะเปี๊ยกสุดเกรียนแล้ว เด็กวัยรุ่นอีกสองคนถึงได้ตรงรี่เข้ามาหิ้วปีกแจน กิลชูไตน์ขึ้น กระซิบเสียงสั่นๆ

“ไอ้บ้า ก็รู้อยู่หรอกว่าแกเมาขาดสติ แถมยังเครียดเรื่องเงิน แต่อยากตายรึไงที่ไปหาเรื่องเอเลน เยเกอร์น่ะ”

“ความจริงแกต้องขอบคุณเขาด้วยซ้ำนะ” เพื่อนอีกคนเสริม ส่วนเขาทำหน้าไม่เข้าใจ แทนคำตอบเพื่อนเลยบุ้ยปากไปทางมุมอับมุมหนึ่งของผับ มีผู้หญิงผู้ชายนั่งรวมกันอยู่เป็นโต๊ะใหญ่ แต่ทุกสายตาเขม้นมองมาทางเขาเพียงคนเดียว ความเย็นยะเยือกแผ่สะท้านไปตามแนวไขสันหลังอย่างรวดเร็ว มันเป็นสายตาที่บ่งชัดว่าเอาเรื่อง แล้วเอาถึงตายด้วย

“ถ้าเอเลนไม่ประกาศชัดเจนว่า จบลงเพียงแค่หมัดเดียวล่ะก็ ตอนนี้นายอาจจะจบศพไม่สวยอยู่หลังร้านแล้วก็ได้” เพื่อนเขาขยายความ “เฮียโกคุเดระกับเอเลนน่ะ ถึงเขาจะเป็นแบบนั้นแต่เด็กมิลเลียนแนร์ทุกคนไม่มีใครเกลียดเขา กลับกันมีแต่คนจงรักภักดีชนิดยอมถวายหัว คนติดตามสองคนนั่นมีอยู่ทุกที่ทุกแห่งอย่างที่นายคาดไม่ถึงเลยเชียวล่ะ ถ้าอยากรู้เหตุผลก็ตามไปพบพวกเขาที่ห้องชมรมหมากรุกพรุ่งนี้แล้วนายก็จะได้เห็นกับตา...”

“....”

“สองหมากตัวเบี้ยที่ปกครองกระดานย่านลูพดุจดั่งราชา...”









เอเลนเดินขึ้นมาชั้นสองตามบันไดเหล็กเปลือยสีดำกลางผับ ส่วนใหญ่แล้วชั้นนี้ไม่ค่อยมีเสียงเอ็ดตะโร คนมานั่งดริ้งค์ออกแนวอารมณ์อกหักรักคุด โดนเจ้านายด่าหรืออย่างร้ายแรงก็คือโดนไล่ออก เด็กหนุ่มกลอกตาให้บรรยากาศซังกะตายก่อนจะเดินตรงไปที่โต๊ะค่อนข้างปลอดคนที่มีเด็กสาวคนหนึ่งนั่งอยู่  นิ้วสวยเจ้าหล่อนคลึงอยู่กับก้านแก้วค็อกเทล สีหน้าไม่ค่อยต่างจากคนอื่นๆเท่าไหร่

เด็กหนุ่มร่างเพรียวเลิกคิ้วน้อยๆกับท่าทีไม่ยินดียินร้ายของเธอทั้งๆที่เห็นเขาแล้ว ไอ้อาการแบบนี้ของลูกหนี้ ไอ้พี่ชายของเขาเคยสอนมาก่อน มันคือสภาพจิตใจของพวกดองเค็มจ่ายหนี้ระยะสุดท้าย เริ่มจากตอนแรกคล้ายไอ้แจนคือปฏิเสธหัวฟัดหัวเหวี่ยง อาละวาดเข้าข่มเป็นหมาบ้า พอระยะแรกผ่านไปซักพักจะหมดมุข คราวนี้แหล่ะหนีลูกเดียว และสุดท้ายก็เข้าเคสเหมือนแม่เชียร์ลีดเดอร์คนสวยนี่ ยอมรับแล้ว ปลงแล้ว จะทำอะไรก็ทำ เชิญ!

“พี่ชายนายมันคนไร้มารยาท” เสียงแหลมของเธอบ่นกับเอเลนในขณะที่เขาทรุดตัวนั่งลงฝั่งตรงข้าม ดวงตาสีฟ้าค่อนแขวะ “ไม่มีผู้ชายคนไหนในมิลเลียนแนร์กล้าปฏิเสธนัดดริ้งค์ฉันสักคน ระดับผู้นำเชียร์คนดังเชียวนะ”

“ไม่รู้สิฮะ” เด็กหนุ่มไหวไหล่สองข้าง “คิดในแง่ดีหน่อย พี่ฮายาโตะอาจจะกลัวคุณต้องเสียเงินบานกว่านี้ เหอๆ จะเลี้ยงเหล้าพี่ผมน่ะ ระดับเมอร์ซี่ผับนี่ผื่นมันคงจะไล่ขึ้นตั้งแต่คอหอยไปยันกระเพาะ” เอเลนอมยิ้มมุมปาก เสริมไปอีก

“อย่าเศร้าใจไปเลยคุณลิซ่า ไม่ใช่เฉพาะผู้หญิงที่ป๊อบที่สุดอย่างคุณที่พี่ชายผมปฏิเสธ หนุ่มหล่อระดับพรอมคิงของโรงเรียนเขาก็เซย์โนมาแล้ว”

“ฮึ เออ พี่ชายนายมันสวย” ลิซ่าเบะปาก น้ำเสียงขึ้นจมูก “รวยด้วย ชีวิตดี๊ดี”

เอเลนร้องหือยาวๆในใจ อยากจะระเบิดขำแทบตาย เป็นดวงซวยของแม่ลิซ่าที่เขามานั่งฟังเจ้าหล่อนระบายทุกข์แทนที่จะเป็นไอ้พี่บ้านั่น ถ้าได้ยินว่ามีคนชมตัวเองสวยนี่ยัยลิซ่าอาจจะฟลุ้คได้ส่วนลดสักดอลล์สองดอลล์ ไอ้พี่เขาไม่ใช่ผู้ชายยึดวิถีเพศผู้ขนาดมีคนมาบอกว่าตัวเองสวยแล้วจะโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ มันยอมรับสภาพหนังหน้าตัวเองมาตั้งนานแล้ว เคยเปรยๆกับเขาด้วยซ้ำว่าดีใจอยู่ลึกๆ

สวยมันก็แปลว่าหน้าตาดีถูกเปล่าล่ะ? ถ้าโดนชมว่าสวยก็หมายถึงหน้าตาดีน่ะสิเฮียโกคุเดระ ฮายาโตะได้กล่าวไว้เช่นนี้

เหอะ มองโลกในแง่ดีเข้าไป แต่พอเวลาลูกหนี้เบี้ยวเงินนี่ โดนชมว่าสวยแค่ไหน พี่แกก็ไม่สน

“ทั้งหมดหนึ่งหมื่นสองพันสองร้อยเจ็ดดอลลาร์ สามสิบเซนต์กับอีกหนึ่งเพนนีฮะ คุณลิซ่า เริ่มแรกคุณขอยืมห้าพันดอลล์ เราได้แจ้งไปเรียบร้อยแล้วว่าถ้าหากจ่ายคืนภายในเวลาที่กำหนดคุณจะคืนเราแค่ต้น ดอกเบี้ยศูนย์เปอร์เซ็นต์ แต่!ถ้าคุณคืนหลังจากนั้นทุกๆเจ็ดวันเราจะคิดดอกเบี้ยทบต้นยี่สิบห้าเปอร์เซ็นต์ นี่เบี้ยวมาเดือนเต็มๆ คิดดอกไปสี่เท่ารวด ก็เลยได้สุทธิดังตัวเลขที่อยู่ตรงหน้านี่แหล่ะครับ” เอเลนสาธยายยาวไม่สะดุดราวกับเซลล์แมนทางโทรศัพท์ แน่ล่ะ มันเป็นข้อมูลธุรกิจในครัวเรือนที่เขาพูดมาตลอดทั้งปี กว่าจะจำได้นี่โดนไอ้พี่ฮายาโตะเคี่ยวจนน่วมเชียวนะ นิ้วเรียวดันแผ่นกระดาษไปตรงหน้าลูกหนี้อย่างไม่ปรานี ให้เธอได้ยลยอดหนี้สี่หลักกับทศนิยมอีกสี่ตำแหน่งเต็มตา ถอนหายใจเฮ้อๆแล้วส่ายหน้าไปมา

“เป็นผู้หญิงหัดนับเจ็ดวันอันตรายบ้างสิครับ ถ้าเป็นเรื่องอย่างว่า คุณท้องหลายตลบแล้วนะ”

“แฟนฉันใช้ถุงยางตลอด”

“เออ ใช่ แฟนคุณด้วย” เอเลนพยักหน้ารับจริงจัง  “ฝากบอกเขาว่าแทนที่จะไปซื้อถุงยางก็เอามาหยอดกระปุกแล้วทยอยใช้หนี้จะดีมาก รายนั้นก็เหม็นเค็มหึ่งไม่ต่างจากคุณเลย สองอาทิตย์กว่าๆเข้าไปแล้ว”

ลิซ่าไม่ว่าอะไร นั่งนิ่งๆฟังให้หนึ่งในสองผู้บงการเงินแห่งมิลเลียนแนร์ฉะเป็นแผลเหวอะไม่เถียงสักคำ เอเลนชักจะตงิดใจว่าเคสผู้ป่วยระยะสุดท้ายคนนี้ชักจะแหม่งๆ ปกติไอ้พวกนี้ต่อให้หมดอาลัยตายอยากยังไง เจอเขางับเข้าไปหน่อยมันก็ลุกขึ้นมาโวยอย่างกับได้มอร์ฟีน ดวงตาสีเขียวคู่โตหรี่ลง สังเกตใบหน้าสะสวยของคนดังโรงเรียนแล้วประเมินช้าๆ

ลิซ่าผอมไปมาก ถึงเธอจะเป็นเชียร์ลีดเดอร์ที่ต้องควบคุมน้ำหนัก แต่มันก็อยู่ในเกณฑ์ที่อาจารย์และเหล่ารุ่นพี่ดูแลอยู่ ต้องออกมาหุ่นดีอย่างมีน้ำมีนวล ไม่ใช่ซูบซีดขนาดนี้ ผับเปิดแอร์แต่เธอกลับมีเหงื่อ มือข้างที่เธอถือแก้วค็อกเทล เอเลนสังเกตว่ามันไม่เคยอยู่นิ่ง และยิ่งกว่านั้น ตัวแอลกอฮอล์ในแก้วมันยังสั่นอีกด้วย เอเลนเลื่อนสายตาไปที่ริมฝีปากสีพีชจากลิปกลอสที่พอจะบางลงไปบ้างแล้วมันก็เลยมีให้เห็นเป็นรอยแตกและรอยลอกเล็กๆ


เฮ้ๆ...ไอ้อาการอย่างนี้มัน...


ไวเท่าความคิด เขาคว้าข้อมือของเจ้าหล่อนมาแล้วรีบส่งเสียงชู่ไม่ให้โวยวาย สองนิ้วรีบคลำไปที่ชีพจรที่ดูจะเป็นจังหวะเร็วกว่าปกติ มันแปลก แปลกมากสำหรับลิซ่าที่เป็นผู้หญิงเที่ยวหนักแล้วจะมามีปฏิกิริยากับค็อกเทลแค่แก้วเดียว ลิซ่ารีบหลบตาเด็กอายุน้อยกว่าอย่างรวดเร็วพร้อมกระชากแขนตัวเองกลับราวป้องกันตัว แต่จริงๆแล้วมันเป็นการปกปิดอะไรบางอย่าง

ซึ่งมันคงไม่เป็นผล เพราะด้วยอาการของเธอแสดงออกถึงขนาดนี้

“คุณใช้มันมากเกินไปแล้วนะ...น้ำแข็งน่ะ” ดวงตาเด็กสาวเบิกโตกับคำกล่าวเป็นนัย แต่แววตาของเอเลนที่จ้องเธอกลับมามันเปลี่ยนไปราวกับเป็นคนละคน “ไม่ต้องสงสัยหรอกว่าผมรู้ได้ไง พี่ฮายาโตะสืบเรื่องของลูกหนี้เขาทุกคนเป็นเรื่องธรรมดาอยู่แล้ว เรารู้ว่าคุณเริ่มใช้มันตั้งแต่งานพรอมปีก่อน...นี่ลิซ่า ที่คุณไม่มีเงินมาคืนเรา มันเป็นเพราะไอ้นี่หรือเปล่า”

เด็กสาวยังคงเงียบ หลบสายตาคาดคั้นกดดันที่จ้องเขม็งมาอย่างเอาเป็นเอาตาย แต่พลันโทรศัพท์ของเด็กหนุ่มก็ดังขึ้น พอเห็นชื่อพี่ที่ปรากฏอยู่หน้าจอก็รีบรับสาย พี่ของเขาไม่ทักทาย มีเพียงคำพูดเพียงประโยคเดียว

[ระวังตัวด้วยเอเลน...วันนี้พ่อแกออกล่าเหยื่อ]

เพียงแค่นั้นดวงตาสีเขียวเบิกโต ลมหายใจสะดุดร่างกายเย็นลงอย่างเห็นได้ชัดจนขนลุกซู่ เขารวบรวมสติให้เร็วที่สุดแล้วตอบพี่ชายไปเพียงแค่ว่าเข้าใจแล้วก่อนจะวางหู ไม่ต้องมีคำอธิบายอะไรเพิ่มเติม เขารู้ดีว่าคนที่มุ่งหน้ามาทางนี้คือใคร เท่านั้นสัญชาตญาณและตรรกะความคิดก็พากันร้องเตือนเป็นเสียงเดียวว่าเขาต้องรีบ

“ตอนนี้เราไม่มีเวลาแล้วลิซ่า รีบเล่าให้ผมฟังว่าปัญหาของคุณคืออะไร ผมจะได้หาทางช่วยคุณแก้” สายตาของเอเลนยิ่งคาดคั้นเธอเป็นเท่าทวีคูณ เขากระซิบเสียงต่ำ

“ตำรวจกำลังจะมา”

“พระเจ้าช่วย!” ลิซ่าอุทาน ใบหน้าของเธอซีดเผือด ริมฝีปากเธอเริ่มสั่นแล้วน้ำตาชักจะคลอเบ้า “ฉะ ฉันไม่ได้ตั้งใจให้มันเป็นแบบนี้ แค่วันนั้นวันเดียว พวกสาวๆแก๊งค์เชียร์บอกว่าระดับไฮโซ เซเลปโรงเรียนก็ต้องเคยลองกันทั้งนั้น ตอนแรกฉันปฏิเสธนะ แต่พวกนั้นก็บอกว่าถ้าฉันไม่ลองพวกเขาจะไม่นับว่าฉันเป็นพวก จะใช้ทุกวิถีทางบีบฉันให้ออกจากชมรมลีด ถ้าเป็นอย่างนั้น ฉัน..ฉันทนไม่ได้”

เท่านั้นเอเลนก็ประมวลผลได้เองว่าทำไมลิซ่าถึงถังแตกได้ขนาดนี้ เจ้ายาไอซ์ที่หล่อนเคยลองมันติดได้ง่ายยิ่งกว่าแอมเฟตามีน แล้วคุณสมบัติเด่นอีกตัวของมันก็คือแพงบรรลัย ดีไม่ดีแฟนหนุ่มของลิซ่าก็อาจจะประสบปัญหาแบบเดียวกัน เด็กหนุ่มร่างเพรียวเม้มริมฝีปาก นี่เป็นเรื่องที่เขากับพี่ซีเรียสมากที่สุด พวกลูกหนี้ของเขาจะไปสำมะเลเทเมาที่ไหนเขาไม่เคยว่า ขอแค่มีเงินมาใช้ก็พอ แต่ถ้ามีเรื่องยาเสพติดมาเกี่ยวข้อง ร้อยทั้งร้อยมันก็ต้องขึ้นโรงขึ้นศาล รอลงโทษตามระเบียบ แถมคราวนี้คนมายังเป็นหมอนั่นด้วย เป็นไปได้ว่าเขาสืบมาแล้วว่าเมอร์ซี่ผับมีการใช้ยา ดีไม่ดีรู้ชื่อคนเสพด้วยซ้ำ ซวยชิบ!

“คุณกลับบ้านไปก่อน” เขาว่าด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด “แล้วพรุ่งนี้ให้มาพบผมที่ห้องชมรมหมากรุก เราจะหาทางออกให้คุณ ทำใจให้สบาย ไม่ต้องกังวล ส่วนคืนนี้ให้ผมจัดการเอง”

            “ทำไมถึง...ช่วยขนาดนี้” เด็กสาวครางเสียงแผ่ว มองเจ้าหนี้อายุน้อยด้วยความทึ่ง เอเลนหัวเราะเสียงใส เขาลุกขึ้นเมื่อได้ยินเสียงล้อบดถนนหน้าผับ กลิ่นอายที่มันเริ่มไล้เลียแผ่นหลังว่าแขกไม่น่ารับกำลังจะเปิดประตูผับเข้ามา มันเป็นสัมผัสที่น่าแขยงจนเขากับพี่ขี้เกียจจะต่อกร แต่ถ้ามันเป็นเรื่องจำเป็นล่ะก็ ยังไงก็ต้องเผชิญหน้าล่ะ

            “พวกเราก็แค่เป็นเจ้าหนี้ที่หน้าเลือดจนไม่ยอมให้ลูกหนี้หนีลอยนวล ถ้าคุณติดคุกติดตะรางไป กว่าจะออกมาหาเงินคืนพวกผม มันไม่ทบบานไปกว่านี้หรอ กฎข้อสำคัญผมว่าก็ได้บอกไปตั้งแต่มาขอยืมแล้วนะว่า ใครก็ตามที่เป็นหนี้เรา เราจะตามทวงตามราวีไปจนตายนั่นแหล่ะ”

            พูดจบเขาก็เดินออกมาจากโซนมุมอับแล้วยืนนิ่งอยู่ที่ระเบียงเหล็กเปลือยที่ยื่นออกมากลางผับพร้อมๆกับเด็กมิลเลียนแนร์ที่ค่อยๆตามมาสมทบ เด็กผู้ชายวัยแซ้บสูงเฉลี่ยร้อยแปดสิบขนาบข้างซ้ายขวาเขา เอเลนขำนิดๆกับท่าทีของพวกลิ่วล้อที่เขากับพี่สะสมมา พวกมันทำท่าอย่างกับจะไปยกพวกตีกับใคร ทั้งๆที่เขาเป็นแค่นายหน้าเงินกู้ ไม่ใช่แก๊งค์อันธพาลสักหน่อย

            “ให้มันน้อยๆหน่อย พวกนาย” เขาเตือนด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะ “นี่เข้าใจสถานการณ์หรือเปล่า งานนี้พวกเราเป็นตัวร้ายนา”

            “แหม ก็อยากทำแบบนี้มานานแล้วนี่เฮียรอง ที่ผ่านมาก็ทำแต่ปิดเรื่องแล้วหนีเข้ากลีบเมฆให้มันเงียบไป ไม่เคยได้มีตแอนด์กรี๊ดกันตัวๆเลย ฟีลตอนนี้นี่แบบว่าโคตรเท่ห์อ่ะ” เจ้าโล้นผิวสีที่อยู่ข้างๆเขาเอ่ย เช่นเดียวกับอีกคนที่หัวเราะร่วนเปรยบ่นแบบไม่จริงจังนัก

            “เสียดาย เฮียโกคุเดระน่าจะอยู่ด้วย”

            “เฮ้ย ตอนนี้ให้รายนั้นเขาพักไปก่อนน่า ฉันคนเดียวก็พอ”

            แต่เด็กหนุ่มร่างเพรียวผู้ที่ยืนเด่นอยู่ตรงกลางว่าให้ รอยยิ้มค่อยๆเผยชัดขึ้นๆเมื่อแขกคนสำคัญผลักประตูเข้ามาพร้อมผู้ติดตามอีกนับสิบ เสียงเพลงหยุดลงราวกับเทียนโดนลมเป่า ทุกอย่างหยุดเคลื่อนไหวคล้ายใช้ความเงียบเป็นการต้อนรับกลุ่มเจ้าหน้าที่ในชุดสูทสีดำสนิท โดยเฉพาะผู้ที่เดินนำมา ร่างแข็งแกร่งของชายวัยต้นสามสิบที่สูงเพียงแค่ร้อยหกสิบเซนติเมตรแต่กลับแผ่รังสีน่าเกรงขามไปทั่วทั้งผับ เขาเดินก้าวเท้ามาหยุดยืนอยู่กลางผับ ใบหน้าคมเชิดขึ้นเล็กน้อย แล้วดวงตาคู่คมปลาบสีขี้เถ้าก็จ้องมายังเด็กหนุ่มพอดี

            สายตาสัตว์ร้าย...ที่คล้ายจะมองเขาเป็นเหยื่อของตนเองตามทฤษฎีของห่วงโซ่อาหาร ทำให้สยบแล้วปฏิบัติตัวว่าง่าย แต่เผอิญว่าคุณตำรวจตรงหน้านี่อาจจะลืมอะไรไป ว่าเขาไม่ใช่เหยื่อ

            เอเลนเท้าแขนกับระเบียง สบตากับคนเบื้องล่างอย่างไม่เกรงกลัว รอยยิ้มจากริมฝีปากบางกว้างขึ้น กล่าวคำทักทายไปอย่างอารมณ์ดี



            “โดดเวรมาเที่ยวหรอฮะ ผู้กองรีไว”


            .


            .


            .


            .


            .


            .


            TBC...


            มิยะขอเม้าท์

            สวัสดีค่ะ หายไปกี่เดือนแล้วหว่า ฮ่าๆๆๆๆ นี่เป็นช่วงสอบเสร็จก็เลยมากระเตื้องเรื่องนี้ขึ้นอีกตอน คือแบบยังเป็นช่วงที่ตัวละครทยอยพบกันอยู่ แล้วก็จะได้เห็นถึงบทบาทของหนูเลนกับก๊กที่มีในโรงเรียนมากขึ้นค่ะ ซึ่งมันจะชัดเจนมากกว่านี้ในตอนหน้า ซึ่งซัมเมอร์ได้เปิดเรียนแล้ว เช่นเดียวกับว่า ช่วงนี้เป็นหน้าร้อนก็เลยคิดว่าเรื่องนี้มันช่างเข้ากับฤดูจังเลยน้า ตัวละคนแต่ละตัวก็ร้อนแรงต่างกันไปด้วยสิ // ร้อนแรงยังไงวะคะ ไอ้คุณมิยะ

            คือแบบ ใจจริงจะปั่นให้ทันวันเกิดนุ้งเลน แต่มันก็ไม่ทันจริงๆค่ะ ฮ่าๆๆ เพราะงั้นเลยได้มาอัพวันนี้นี่แล

            เก๊าไม่แน่ใจว่าจะสามารถปั่นฟ้าถล่มภาคสองเป็นของขวัญให้อิเนียนได้มั้ย เพราะสอบไฟนอลต้นพฤษภา อาจจิเสียชีวิตเอาได้ TTvTT เพราะงั้นหากท่านใดรออยู่ต้องขออภัยจริงๆค่ะ

            เจอกันบทความหน้าค่ะ

            ขอบคุณทุกท่านที่มาเยี่ยมเยียน



            Miya


ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น